เคยสงสัยกันไหม ว่าน้ำมันในปั๊มทำไมถึงมีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเบนซิน, แก๊สโซฮอลล์หรือดีเซล นอกจากนี้ยังมีเลือกเพิ่มเติมอีกทั้ง E20, E85, B7 หรือ B10 เป็นต้น แล้ววันหนึ่งถ้าเติมน้ำมันผิดต้องทำยังไง ส่งผลอันตรายต่อรถยนต์ของเรามากแค่ไหนเติมน้ำมันผิดจะเกิดอะไรขึ้น จะมีแก้ไขยังไง หากไม่อยากใช้บริการลากรถฉุกเฉิน วันนี้ทาง insurverse มีคำแนะนำดีๆ มาบอกต่อกับทุกคนกัน
น้ำมันคือเชื้อเพลิงที่คอยให้พลังงานหลักกับรถยนต์ ทำให้รถยนต์มีกำลังในการขับเคลื่อนส่วนต่างๆ ได้ แล้ว 95 กับ 91 ใช้รวมกันได้ไหม ตอบเลยว่าสำหรับรถยนต์ที่เป็นระบบเครื่องยนต์แบบเบนซิน สามารถใช้ 95 และ 91 ทั้งสองนี้สลับกันได้เลย ส่วนระบบเครื่องยนต์แบบอื่นๆ การเลือกใช้น้ำมันก็จะมีให้เลือกหลายประเภทซึ่งมีคุณสมบัติและส่วนผสมที่แตกต่างกันออกไป เพื่อใช้กับเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากไม่ตรวจสอบให้ดีอาจเติมน้ำมันผิดประเภทไปจนส่งผลให้การทำงานของรถยนต์เกิดปัญหาได้
หากเกิดเหตุการณ์เติมน้ำมันผิดอย่าเพิ่งตกใจและเกรี้ยวกราด ให้ตั้งสติให้ดี เรามีคำแนะนำดีๆ หากเติมน้ำมันผิดต้องทําไงเพื่อแก้ไขเบื้องต้นเพื่อไม่ให้รถยนต์และเครื่องยนต์ของเราเสียหายได้ โดยมีวิธีการดังนี้
1. หากรู้ว่าเติมน้ำมันผิดห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด
2. พูดคุยกับทางปั๊มหรือโทรแจ้งศูนย์บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนหรือบริการลากรถฉุกเฉินให้นำรถของเราเข้าศูนย์บริการเพื่อดูดน้ำมันออกจากเครื่องยนต์
3. ช่างของศูนย์บริการจะทำการไล่ระบบเครื่องยนต์ใหม่ เพียงเท่านี้รถของเราก็สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว
1. ดับเครื่องยนต์ทันทีหลังจากรู้ตัว
2. แจ้งศูนย์บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนหรือบริการลากรถฉุกเฉินให้นำรถของเราเข้าอู่หรือศูนย์บริการ
3. แจ้งช่างประจำอู่หรือศูนย์บริการให้ดูดน้ำมันออกจากเครื่องยนต์ทั้งหมด
4. ให้ช่างตรวจสอบและทำความสะอาดชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง
การเติมน้ำมันหากไม่ใส่ใจอาจส่งผลร้ายแรงกับรถยนต์ของเราได้ แล้วเติมน้ำมันผิดค่าซ่อมเท่าไหร่บอกเลยว่าเรื่องใหญ่มีค่าตรวจเช็ก, ค่าซ่อมและบริการลากรถฉุกเฉิน ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น อีกทั้งยังทำให้เสียเวลาในการแก้ไขอีก ถ้าหากไม่ได้ทำประกันเอาไว้รับรอง ต้องวิ่งวุ่นหาคนช่วยเหลือและต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายแน่นอน ดังนั้นเลิกกำหมัดแล้วไปหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ดีกว่าหรือกันไว้ดีกว่าแก้กับการทำประกันรถยนต์เอาไว้ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็อุ่นใจ มีคนช่วยคุ้มครองทุกค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าใครยังไม่มีประกันแนะนำให้ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์กับ insurverse คลิกดูรายละเอียดแผนประกันที่นี่ได้เลย รับรองถูกชัวร์ ตอบโจทย์ทุกความปลอดภัย อีกทั้งให้ความคุ้มครองแบบถึงใจตลอด 24 ชั่วโมงอย่างครอบคลุมแน่นอน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ