การเติมลมยางรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้รถควรคำนึงถึง เพราะหากยางแบนหรือยางอ่อนอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอย่างคาดไม่ถึง หลายคนคงกังวลว่าจะเติมลมยางแบบไหนดี เพราะในยุคปัจจุบันนี้มีการเติมลมไนโตรเจนเข้ามาเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น ผู้ใช้รถใช้ถนนนอกเหนือจากจะต้องต่อประกันรถยนต์ตามกฎหมายบังคับหรือทำประกันภาคสมัครใจกับบริษัทประกันรถยนต์ที่ดีที่สุดแล้ว ควรที่จะต้องมีความรู้ในการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้น ตลอดจนควรศึกษาหาความรู้ในเรื่องของการลมไนโตรเจน กับลมธรรมดาว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ใช้แบบไหนจะปลอดภัยและดีกว่า เพื่อให้สามารถใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัยมากที่สุดนั่นเอง
การตรวจเช็คลมยางรถยนต์ให้ดีก่อนขับขี่ เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำควบคู่กับการหมั่นตรวจสอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพที่มีความพร้อมอยู่เสมอ นอกจากผู้ขับขี่จะต้องมีสำนึกรับผิดชอบด้วยการเช็คเบี้ยประกันรถยนต์เพื่อเปรียบเทียบราคาประกันภัยและเลือกรูปแบบของการทำประกันที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้รถใช้ถนนของตนแล้ว การหมั่นตรวจเช็คสภาพรถและดูแลรถให้ดีก่อนขับขี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากพบว่าอ่อนหรือแบนควรจะต้องรีบเติมลมให้อยู่ในสภาพปกติ ปัจจุบันมีทางเลือกในการเติมลมยางรถยนต์ที่รักเพิ่มมากขึ้น โดยข้อแตกต่างของการเติมลมไนโตรเจนกับลมธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร มีดังต่อไปนี้
เป็นการเติมลมยางรถยนต์ด้วยก๊าซไนโตรเจนที่มีปริมาณมากกว่า 93 ถึง 99% ซึ่งถือเป็นลมไนโตรเจนที่แทบจะไม่มีส่วนผสมของไอน้ำปนอยู่เลย จึงช่วยในเรื่องของความปลอดภัยจากปัญหายางระเบิด แต่การเติมลมไนโตรเจนจะมีค่าใช้จ่ายและมีจุดบริการที่ค่อนข้างน้อยกว่าการเติมลมธรรมดา โดยข้อดีของการเติมลมยางไนโตรเจนมีดังนี้
การเติมลมยางรถยนต์แบบธรรมดาเป็นการเติมลมรถด้วยก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีปริมาณอยู่เพียง 78% ส่วนที่เหลือจะเป็นก๊าซออกซิเจน, ไอน้ำและก๊าซอื่นๆ ปะปนกันอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการสึกกร่อนหรือเกิดสนิมที่ล้อกระทะของรถยนต์ได้ง่าย มีโอกาสที่ยางจะรั่วซึมได้บ่อยเพราะมีการเสียดสีหน้ายางอาจจะเกิดความร้อนจนระเบิดได้ง่าย แต่ก็มีข้อดีคือ
หากต้องการที่จะเติมลมยางรถยนต์ทั้งแบบลมไนโตรเจนและแบบธรรมดาผสมกัน สามารถที่จะทำการเติมได้โดยที่ไม่ส่งผลเสียและไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่จะทำให้ประสิทธิภาพของลมไนโตรเจนลดน้อยลง เพราะจะทำให้ลมไนโตรเจนเจือจางกลายเป็นลมธรรมดานั่นเอง
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ควรจะต้องให้ความสำคัญ นอกเหนือจากการดูแลรักษารถยนต์ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเช็คลมยางรถยนต์หรือการดูแลรักษาเครื่องยนต์ด้วยการหมั่นตรวจสภาพอยู่เสมอแล้ว สิ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามโดยเด็ดขาดก็คือการต่อประกันรถยนต์เพื่อจะช่วยดูแลคุ้มครอง หากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินขึ้นก็จะมั่นใจว่ามีผู้ช่วยคอยดูแล หากกำลังพิจารณาว่าจะเลือกต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีที่จะให้ความคุ้มครองอย่างคุ้มค่า ให้รีบเข้ามาเช็คเบี้ยประกันรถยนต์กับ insurverse ได้เลยตอนนี้ แล้วจะค้นพบกับประกันรถยนต์ที่ดีที่สุดให้ความคุ้มครองสูงที่สุดในราคาแสนประหยัดอย่างแท้จริง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ