สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวทะเลบางแสน ก่อนเดินทางถึงชายหาดคิดว่าต้องคุ้นตากับสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่าสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลหรือหลายคนนิยมเรียกว่า อควาเรียมบางแสน ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับพื้นที่ของมหาวิทยาลัยบูรพา ไม่ไกลจากหาดบางแสนเท่าไหร่นัก โดยที่นี่ได้รวบรวมสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดมาจัดแสดงเพื่อให้ความรู้และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมความงดงามของโลกใต้ทะเล ใครอยากไปเที่ยวที่นี่ลองมาดูว่าปี 68 มีอะไรน่าสนใจ ไปแล้วต้องไม่พลาด
ความน่าสนใจของอควาเรียมบางแสนคงหนีไม่พ้นการเป็นสถานที่ที่รวบรวมสัตว์ใต้ท้องทะเลนานาชนิด เช่น ปลาการ์ตูน ปลาฉลาม ปลากระเบน ปู เต่า แมงกะพรุน ปะการัง ฯลฯ เรียกได้ว่ามาที่เดียวสามารถชมความน่ารักของสัตว์ทะเลได้หลากหลายชนิด ทั้งยังได้ความรู้อีกด้วย
เรียกได้ว่าเป็นจุดเช็กอินที่ใคร ๆ ก็ต้องมา เพราะบริเวณนี้เป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่ จัดแสดงสายพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความจุและลึกมากที่สุดในประเทศไทย ทางเลื่อนใต้น้ำมีความยาวมากถึง 37 เมตร เมื่อเดินผ่านอุโมงค์จะเห็นปลาน้อยใหญ่นานาชนิด ดารายอดฮิตหนีไม่พ้นฉลามนานาพันธุ์และปลากระเบนตัวใหญ่ จนกลายเป็นมุมมหาชนที่ใคร ๆ ก็ต้องมาถ่ายภาพ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ชอบบริเวณนี้เป็นพิเศษ
ใครมาเที่ยวอควาเรียมบางแสนต้องไม่พลาดเก็บภาพสวย ๆ บริเวณจุดชมแมงกะพรุนเรืองแสง มุมยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวชอบมาเก็บภาพและชมความงามของแมงกะพรุนสีใส โดยที่เห็นเรืองแสงนั่นก็เพราะไฟที่ติดในตู้จึงทำให้มองเห็นว่าแมงกะพรุนทุกตัวเรืองแสงได้ มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ว่ายไปมา เป็นภาพที่น่ารัก รับรองว่าจุดนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องชื่นชอบ
การมาเที่ยวอควาเรียมบางแสน นอกจากจะได้ชมสัตว์ใต้ท้องทะเลนานาชนิดแล้วยังได้ความรู้กับการเยี่ยมชมระบบนิเวศทางทะเล เช่น หญ้าทะเล ปะการังน้ำตื้น นอกจากนี้ยังมีการจำลองโลกใต้ทะเลของทะเลสวยในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทะเลแคริบเบียน ทะเลโอกินาว่า ไม่เพียงแต่ได้ชมความสวยแต่ยังได้ความรู้มากมายจากทริปนี้
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ใครมาอควาเรียมบางแสนแล้วต้องห้ามพลาดมาเยี่ยมชมความน่ารักและความน่าตื่นเต้น นั่นคือการชมกิจกรรมดำน้ำให้อาหารปลาบริเวณตู้ปลาใหญ่ ซึ่งอยู่บริเวณโซนใหม่ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล ที่บอกว่าพลาดไม่ได้นั่นเพราะคุณจะได้ชมเจ้าหน้าที่ให้อาหารน้อง ๆ สัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด นอกจากไม่ได้หาชมได้ง่าย ๆ แล้วยังเต็มไปด้วยความน่ารัก โดยกิจกรรมดำน้ำให้อาหารปลาจะถูกจัดขึ้นเวลา 14.30 น. ของทุกวัน ใครอยากชมให้แวะไปเวลานี้เลย
สำหรับใครที่อยากไปเที่ยวอควาเรียมบางแสนแต่ไม่รู้ว่าต้องเดินทางอย่างไร แนะนำ 2 วิธีเดินทางไปเที่ยวแบบง่าย ๆ ทั้งสำหรับคนอยากขับรถไปเองและใช้บริการรถสาธารณะ โดยอควาเรียมแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เดินทางโดย 2 วิธี ดังนี้
วิธียอดนิยมเพราะขับไม่นานก็เดินทางถึงบางแสน เริ่มต้นด้วยการขับไปยังทางหลวงหมายเลข 3 หรือถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าสู่พัทยา เมื่อเดินทางถึงแยกบางแสนให้เลี้ยวขวา ขับตรงมาเรื่อย ๆ จะพบอควาเรียมบางแสนที่อยู่ซ้ายมือ ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยบูรพา ลานจอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย เมื่อจอดรถแล้วก็ซื้อตั๋วเข้าชมกันเลย
อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการใช้รถโดยสารสาธารณะเพื่อเดินทางไปอควาเรียมบางแสน สามารถขึ้นรถโดยสารประจำทางไม่ว่าจะเป็นรถตู้หรือรถบัส โดยต้องเลือกเส้นทางที่จอดแวะตลาดหนองมน เมื่อลงตลาดหนองมนแล้วสามารถเรียกรถสองแถวสีแดงจากตลาดหนองมนนั่งมาลงที่อควาเรียมได้เลย สะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าอควาเรียมบางแสนเป็นสถานที่เที่ยวที่รวบรวมสัตว์โลกใต้ทะเลไว้นานาชนิดและยังมีอุโมงค์สวยงามเปิดให้รับชมความงามของโลกใต้ท้องทะเลอย่างตระการตา เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่าค่าเข้าชมต้องแพงแน่ ๆ แต่บอกเลยว่าราคาบัตรเข้าชมคุ้มค่า โดยค่าเข้าชมสำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ราคา 80 บาท และเด็กราคา 40 บาท หากเป็นชาวต่างชาติค่าบัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 220 บาท และสำหรับเด็กราคา 120 บาท หากเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้พิการ สามเณร แม่ชี พระภิกษุสงฆ์ เมื่อแสดงบัตรจะสามารถเข้าชมฟรี เปิดให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.30 น.
หากคุณคือคนหนึ่งที่หลงใหลความงดงามของโลกใต้ทะเลและต้องการเยี่ยมชมความงามจากธรรมชาติอย่างใกล้ชิด บอกเลยว่าอควาเรียมบางแสนคือสถานที่เที่ยวไม่ควรพลาด เพราะจะได้ชมความงดงามใต้ท้องทะเลที่จำลองออกมาได้อย่างใกล้เคียงของจริง เรียนรู้ระบบนิเวศ และชมความน่ารักของสัตว์โลกใต้ทะเลนานาชนิด เดินทางง่าย ขับรถเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที จากกรุงเทพฯ ที่สำคัญราคาบัตรเข้าชมก็จับต้องได้ เมื่อรู้แบบนี้แล้วรีบจูงมือคนในครอบครัวมาเที่ยวกันได้เลย แต่ก่อนออกเดินทางขอให้มั่นใจว่าประกันรถยนต์ยังไม่หมดอายุ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้คุ้มครอง เพื่อช่วยให้คุณและคนที่คุณรักท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจไร้กังวล
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ