ขนมสุดอร่อยที่ได้รับกระแสตอบรับมากที่สุดเป็นอันดับท็อปๆ ของประเทศญี่ปุ่น ถ้าไม่รู้เอาไว้ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น พลาดแน่ เพราะขนมญี่ปุ่นเป็นขนมที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากจิตวิญญาณของคนญี่ปุ่น เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ อัดแน่นไปด้วยจุดโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ จนทำให้ใครที่ได้ลิ้มลองขนมเข้าไป ก็รู้สึกเข้าถึงรสชาติโออิชิหรือรสชาติแห่งความอร่อยจากขนมที่หาไม่ได้จากที่ไหน ดังนั้นก่อนออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศที่ญี่ปุ่น ก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องขนมเอาไว้ ว่ามีขนมอะไรบ้างที่กินแล้วจะรู้สึกหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น จนต้องซื้อเป็นของฝากญี่ปุ่น 2023 ติดไม้ติดมือกลับมาบ้านด้วย ไปดูกันเลย
ขนมญี่ปุ่นที่ชื่อคุ้นหูชาวไทยเป็นอย่างดี แต่ไม่มีที่ไหนอร่อยเท่ากับการเดินทางไปกินที่ญี่ปุ่น ก็คือโดรายากิ ลักษณะเป็นแป้งกลมๆ ส่วนใหญ่จะสอดไส้ด้วยถั่วแดง รสชาติกลมกล่อมแถมยังดีต่อสุขภาพ เต็มอิ่มด้วยรสชาติและสารอาหารอย่างลงตัว หากมีโอกาสได้เดินทางมาเที่ยวต่างประเทศที่ญี่ปุ่นต้องไม่พลาดที่จะแวะเวียนมาลองชิมโดรายากิจากร้านต้นตำรับกันที่ ร้านอุซากิยะ ย่านอุเอโนะ
ของฝากจากญี่ปุ่น ของกินอันขึ้นชื่ออย่าง “ขนมโมจิ” เป็นขนมญี่ปุ่นสุดยอดฮิต ไม่ว่าไปเที่ยวต่างประเทศที่แดนญี่ปุ่นครั้งไหนๆ ก็ต้องไปลิ้มลองและซื้อกลับมาด้วยเสมอ หลายคนเข้าใจผิดว่า ขนมโมจิที่ไทยก็มี แต่บอกได้เลยต้องมาลองรสชาติขนมโมจิจากที่ญี่ปุ่นด้วยว่ามีความแตกต่างกันแบบไหน เพราะขนมโมจิที่ญี่ปุ่นทำจากข้าวเหนียวที่นึ่งจนสุก แล้วนำมาตำจนเหนียวหนึบ จากนั้นจึงค่อยโปรยทอปปิ้งเพิ่มรสชาติด้วยแป้งถั่วเหลือง แล้วราดด้วยน้ำเชื่อมใส่ไส้ต่างๆ เพื่อให้รสชาติแตกต่าง หากมองหาสุดยอดความอร่อยจากโมจิต้องมาร้านนะคะทะนิโดะอุ เมืองนารา ที่โด่งดังด้านนี้โดยเฉพาะ
ขนมญี่ปุ่นสุดยอดฮิตอย่างไดฟูกุ อร่อยมาก เมื่อเดินทางไปถึงญี่ปุ่นแล้วต้องไปชิมกันให้ได้และซื้อกลับมากินต่อที่ประเทศไทยด้วย ด้วยลักษณะสุดโดดเด่นของไดฟูกุ จะมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆ เหนียวนุ่ม หากได้ชิมคำแรกเข้าไปแล้ว จะอยากกินกินหลายๆ คำ ไม่ว่าจะเลือกไส้สตอเบอรี่, ถั่วแดงหรือไส้อื่นๆ ก็อร่อยมาก กระซิบนิดนึงว่าต้องมาชิมไดฟุกุที่ ย่านกินซ่า ร้านกินซ่าคันระเท่านั้น
มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งทีก็อย่าลืมแวะเวียนไปชิม ขนมญี่ปุ่นอร่อยๆ ที่เต็มไปด้วยรสชาติสุดอร่อยและมนต์เสน่ห์เฉพาะตัว หากอยากจัดทริปเดินทางออกไปสัมผัสความอร่อยกันที่ญี่ปุ่นแล้ว ก็อย่าลืมซื้อประกันเดินทางต่างประเทศติดตัวไว้ด้วย เพื่อความปลอดภัยทุกเส้นทาง คลิกดูรายละเอียดประกันเดินทางต่างประเทศ เปรียบเทียบความคุ้มครองแพ็กเกจต่างๆของ insurverse ที่นี่ได้เลย พร้อมให้บริการช่วยเหลือตลอดการท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ