อยากไปทัวร์เกาหลีสักครั้งในชีวิต ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง? ซึ่งปัจจุบันนี้หากใครอยากไปเที่ยวก็ต้องปรับวิธีกันยกใหญ่ เพราะมี k eta แล้ว แต่เดี๋ยวก่อนแล้ว K-ETA คืออะไรละเนี่ย? มีขั้นตอนในการทำอย่างไร เราต้องตามมาดูกันได้เลยจะได้เดินทางไปเที่ยวเกาหลีกันได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
k-eta คือระบบออนไลน์ ที่ได้มีการจัดเตรียมขึ้นมาเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศเกาหลี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องขอวีซ่าให้มีความยุ่งยากและแน่นอนว่าหากได้รับการอนุญาต k eta จะสามารถเดินทางเข้าเกาหลีได้ง่ายๆ สะดวกสบาย
**สำหรับในส่วนของตั๋วเครื่องบินไม่จำเป็นที่จะต้องจองก่อนเนื่องจากจะต้องได้รับการอนุญาต k eta จึงสามารถที่จะจองตั๋วเครื่องบินได้**
1. เข้าสู่ระบบหน้าเว็บไซต์ลงทะเบียน k-eta กดไปที่ “Apply for K-ETA” จากนั้นให้ทุกท่านเลือกประเทศและทวีปที่ตนเองพักอาศัยอยู่พร้อมทั้งกดยอมรับเงื่อนไขต่างๆ
2. กรอกอีเมลที่สามารถติดต่อได้สะดวกสบายและข้อมูลหนังสือการเดินทาง (ที่สำคัญอีเมลต้องกรอกให้ถูกเท่านั้น)
3. กรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวรวมถึงแผนการเดินทางอย่างละเอียด อาทิ ชื่อนามสกุล, ที่อยู่, อาชีพ, วัตถุประสงค์ในการเดินทาง, โรงแรมที่ทางเข้าพัก, วันเวลาของการออกเดินทางไปและเดินทางกลับ นอกจากนี้ก็ยังมีคำถามเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย อาทิ ท่านเคยมาเกาหลีหรือมีคนรู้จักอยู่เกาหลีหรือไม่ เป็นต้น
4. ตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลอีกครั้งก่อนที่จะกดยืนยันข้อมูล
5. จ่ายค่าบริการ 10,000 วอนหรือประมาณ 270 บาทไทย สามารถชำระได้ผ่านทางบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต แต่ถ้าหากท่านต้องการชำระค่าบริการพร้อมกับผู้ร่วมทางท่านอื่นให้กดไปที่ Add Members กรอกรายละเอียดข้อมูลเช่นเดียวกับด้านบนรวมทั้งชำระค่าบริการพร้อมกันเลยทีเดียวก็ได้
6. เช็ก ผล k-etaของการสมัครผ่านทางอีเมล ถ้า K-ETA ผ่านให้ปริ้นเอกสาร เพื่อแสดงให้แก่พนักงานตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเดินทางไปถึงประเทศเกาหลี
*** สำหรับเอกสาร k eta ซึ่งจะมีอายุของการใช้งาน 2 ปีสามารถอยู่ในประเทศเกาหลีได้ไม่เกิน 90 วันต่อ 1 ครั้งของการเดินทางท่องเที่ยว โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งของการเดินทาง
ใครมีแพลนจะไปเกาหลี ก็อย่าลืมสมัคร k eta พร้อมกับทำประกันเดินทางต่างประเทศไว้ด้วยนะ ทั้งสองอย่างจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีได้อย่างสบายใจและไร้ความกังวลในการเดินทางมากยิ่งขึ้น คลิกเลือกแผนประกันเดินทางต่างประเทศ insurverse ที่นี่ได้เลย ราคาสุดคุ้ม ให้ช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ