ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลอดหลายปีมานี้มีข่าวแชร์ประสบการณ์ไม่ผ่านตม. เกาหลีของคนไทยเยอะมาก ทำให้คนที่อยากไปเที่ยวเกาหลีต่างหวั่นใจกันไปหมด ว่าถ้าไปเที่ยวแล้วติดตม เกาหลีจะทำอย่างไรดี เราสามารถเตรียมความพร้อมถึงสาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่ เพ่งเล็งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นพิเศษแล้วจับเข้าห้องเย็นว่าเกิดจากอะไร เพื่อจะได้รู้วิธีทำตัวให้สมกับที่เป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ ไม่ใช่ลักษณะของผีน้อยหรือผู้ที่ลักลอบเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมายในประเทศเกาหลี จนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านเข้าเมืองจนเป็นสาเหตุให้ตม เกาหลีส่งกลับบ้านและอดเที่ยว
นอกเหนือไปจากข้อสันนิษฐานที่ตม เกาหลีมักจับคนไทยเข้าห้องเย็น เพราะสงสัยว่าจะเข้ามาทำงานในประเทศของเขาอย่างผิดกฎหมายแล้ว ก็มีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถผ่านเข้าประเทศได้ เช็กดูตามนี้ได้เลย
สาเหตุแรกที่ทำให้ตม เกาหลีเพ่งเล็งนักท่องเที่ยวก็คือ เอกสารไม่ครบหรือมีข้อมูลบางอย่างในแต่ละเอกสารไม่ตรงกัน เช่น รูปภาพในเอกสารที่อาจไม่ตรงกับใบหน้าปัจจุบันหรือมีชื่อนามสกุลซ้ำกับผู้ที่มีประวัติไม่ผ่านตม เกาหลี ก็อาจทำให้ถูกจับเข้าห้องเย็นได้
ฉะนั้นการเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนออกเดินทางไปเกาหลีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทาง, ตั๋วเครื่องบิน, เอกสารจองที่พัก, แผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ, เอกสารรับรองทำงานหรือแม้แต่บัญชีเงินเดือนย้อนหลัง เป็นต้น ก็ต้องเตรียมข้อมูลเอาไว้ทั้งหมด
เพื่อให้ผ่านตม เกาหลี ง่ายควรเตรียมบทสนทนา ตม.เกาหลี ภาษาอังกฤษเอาไว้ สำหรับการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งถ้าสื่อสารไม่ได้ก็อาจถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษได้ แนะนำว่าควรฝึกฝนภาษา, ฝึกตอบคำถามหรือบอกข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนั้น ๆ เป็นภาษาอังกฤษให้ได้ ขณะเดียวกันควรสบตาเจ้าหน้าที่ตม เกาหลีและยิ้มแย้มแจ่มใส วางบุคลิกให้ดูน่าเชื่อถือร่วมด้วย
แผนการเดินทางหรือการท่องเที่ยวภายในเกาหลีเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในการยื่นเอกสารให้ตม เกาหลีตรวจสอบ เพราะถ้าหากมีแผนการเที่ยวที่ไม่ชัดเจนหรือไม่สอดคล้องกับระยะเวลาที่ต้องการไปเที่ยวเกาหลี ก็อาจถูกตม เกาหลี เพ่งเล็งและถูกจับเข้าห้องเย็นได้
ฉะนั้นควรทำแผนการเดินทางเที่ยวให้ชัดเจน บอกวัน, เวลา, สถานที่และกิจกรรมที่ไปทำที่สถานที่นั้นๆ ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่สำคัญควรทำเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น เพื่อให้ตม. อ่านเข้าใจได้ด้วย
การผ่านตม เกาหลีไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิดหรืออย่างที่หลาย ๆ คนรีวิวในโซเชียลมีเดีย เพียงแค่คุณเตรียมความพร้อมในการเดินทางให้ครบถ้วนทั้งเอกสาร, ภาษาหรือแม้แต่การแต่งกาย ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วและเพื่อความอุ่นใจมากกว่าเดิมในการเดินทางไปเกาหลีแบบไม่กลัวห้องเย็น ก็ควรเลือกซื้อประกันการเดินทางไปต่างประเทศติดตัวเอาไว้ด้วย เผื่อในกรณีที่มีปัญหาสัมภาระล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินจนทำให้เกิดเที่ยวบินล่าช้า ตลอดจนอาการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ สนใจสั่งซื้อประกันเดินทางกับ insurverse ได้ที่นี่
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ