คนที่กินเจแบบเคร่งครัด หากต้องการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ อาจจะรู้สึกกังวลใจไม่ค่อยจะกล้าไปเที่ยวที่ไหน เพราะกลัวจะไม่มีอาหารการกินในแบบที่ต้องการ แต่ก็ใช่ว่าคนทานเจทุกคนจะไปท่องเที่ยวไม่ได้ ถ้าวางแผนและเตรียมตัวก่อนออกเดินทางให้ดีๆ เตรียมความพร้อมเรื่องอาหารการกินให้พร้อม ก็ไปเที่ยวได้แบบสบายใจ แล้วยังได้บุญในทุกมื้อตามที่ตั้งใจไว้อีกด้วย
คนที่กินเจแบบเคร่งครัดรู้ดีว่า การเลือกอาหารในแต่ละมื้อทำให้ได้บุญเป็นอย่างมาก อย่างการกินเจนั้นมีหัวใจหลักคือการไม่ไปเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ทำให้คนที่กินเจมีหน้าตาอิ่มเอิบแจ่มใสมีแต่ความชื่นบาน แถมได้รับผลพลอยได้จากการกินเจในเรื่องสุขภาพอีกด้วย ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้นและยังช่วยล้างสารพิษในร่างกายอีกต่างหาก
กินเจห้ามกินอะไรบ้าง หลักๆ คือห้ามเรื่องเนื้อสัตว์ทุกชนิด แล้วกินเจกินไข่ได้ไหม ตอบเลยว่าไม่ได้ เพราะห้ามกินผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ด้วย รวมทั้งผักกลิ่นฉุนเช่น กระเทียม, หัวหอม, ต้นหอม, กุยช่าย, หลักเกียวและใบยาสูบ(บุหรี่) เพราะเชื่อว่าผักเหล่านี้จะไปทำลายธาตุทั้งห้าในร่างกาย
หากอยู่ในช่วงกินเจแบบเคร่งครัด แล้วต้องไปเที่ยวด้วยตัวเองหรือจองเที่ยวต่างประเทศ ทัวร์เป็นหมู่คณะ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเอาไว้ก็คือ อาหารสำเร็จรูปที่สามารถนำไปด้วยได้ เช่น อาหารกระป๋อง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารอบแห้งเจ เพื่อเป็นหลักประกันได้ว่า หากเราไม่สามารถหาอาหารเจในบางพื้นที่ได้ เรายังคงได้อิ่มบุญในทุกมื้อ แต่โดยส่วนมากแล้วที่ต่างประเทศจะมีร้านอาหารเจหรือมังสวิรัติ ให้เราเข้าไปเลือกเมนูทานได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลในเรื่องอาหารการกินตลอดการท่องเที่ยวเลย
ประเทศอื่นอาจจะไม่ได้มีเทศกาลกินเจเหมือนบ้านเรา จึงทำให้ในบางประเทศหาร้านอาหารเจได้ยาก แต่ถ้าต้องการไปเที่ยวต่างประเทศ เอเชีย เราสามารถมองหาร้านอาหารประเภทมังสวิรัติได้ จะมีร้านเปิดให้บริการอยู่แทบจะทุกพื้นที่ เราสามารถเลือกเมนูที่ไม่มีเนื้อสัตว์ แล้วมองหาเมนูที่มีส่วนประกอบของอาหารที่เป็นผักผลไม้ล้วนๆ ได้เลย ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับของคนที่จะเที่ยวต่างประเทศ แต่ยังอยู่ในช่วงกินเจแบบเคร่งครัดอย่างนี้
หากคุณมองหาที่เที่ยวต่างประเทศที่ไหนดี 2566 ที่คุณจะสามารถกินเจแบบเคร่งครัดได้ ก็ลองนำคำแนะนำดังกล่าวไปปรับตามแผนการท่องเที่ยวได้เลย ที่สำคัญคือต้องซื้อประกันเดินทางก่อนจะไปเที่ยวด้วย เพียงเลือกประกันเดินทางต่างประเทศที่เหมาะกับการเดินทางของคุณหรือคลิกดูรายละเอียดประกัน insurverse เพื่อรับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยที่นี่ ไม่ว่าจะเลือกความคุ้มครองแบบไหนของ Insurverse ก็ลดทุกความเสี่ยงในการเดินทางได้ จะได้รับความคุ้มครองให้กับชีวิตและทรัพย์สินแบบสูงสุดอย่างครอบคลุมตลอด 24 ชม.
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ