vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ
เคลมประกัน

เคลมประกันไม่ยากอย่างที่คิด รู้ขั้นตอนไว้ ลดปัญหาเวลาเคลมจริง

schedule
share

หลายคนคิดว่าเคลมประกันเป็นเรื่องยุ่งยากและน่าปวดหัว ทั้งที่จริงแล้ว ถ้ารู้ขั้นตอนที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ทุกอย่างจะง่ายกว่าที่คิด มาดูกันว่าคนใช้รถควรรู้อะไรบ้างก่อนถึงวันที่ต้องเคลมจริง

เคลมประกัน คืออะไร

เคลมประกัน (claim insurance) คือกระบวนการแจ้งขอใช้สิทธิ์ความคุ้มครองจากบริษัทประกัน เมื่อเกิดเหตุที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น อุบัติเหตุ รถชน หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยบริษัทประกันจะเข้ามาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า การเคลมที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เรื่องจบเร็ว ไม่เสียเวลา และไม่เกิดปัญหาภายหลัง

ทำไมถึงต้องเคลมประกัน

เคลมคืออะไร

การเคลมประกันมีความสำคัญเพราะเป็นกลไกที่ช่วยรับมือกับความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมได้ อุบัติเหตุหรือความเสียหายมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายสูง หากต้องรับผิดชอบเองทั้งหมดอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน การเคลมจึงช่วยเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กลายเป็นภาระที่บริษัทประกันรับผิดชอบแทน

นอกจากนี้ การเคลมยังช่วยให้การจัดการปัญหาเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับอู่ซ่อม โรงพยาบาล หรือคู่กรณี ซึ่งบริษัทประกันจะเข้ามาดูแลตามขั้นตอนที่ชัดเจน การใช้สิทธิ์ให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงช่วยให้เรื่องจบเร็ว ลดความวุ่นวาย และทำให้ประกันที่ทำไว้เกิดประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่จ่ายเบี้ยทิ้งไว้เฉย ๆ

ประเภทของการเคลมประกัน

  • เคลมประกันรถยนต์
    การเคลมประกันรถยนต์คือการแจ้งขอความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รถชน รถเสียหาย รถหาย หรือเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน บริษัทประกันรถยนต์จะเข้ามาดูแลทั้งค่าซ่อมรถ ค่าเสียหาย และการประสานงานกับคู่กรณีตามเงื่อนไขกรมธรรม์ การเคลมที่ถูกวิธีช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในสถานการณ์ตึงเครียด
  • เคลมประกันการเดินทาง
    เป็นการเคลมเมื่อเกิดเหตุระหว่างเดินทาง เช่น เที่ยวบินล่าช้า กระเป๋าเดินทางเสียหาย เจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุในต่างประเทศ การเคลมประกันเดินทางต่างประเทศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่มักสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายฉุกเฉินระหว่างทริป
  • เคลมประกันอุบัติเหตุ
    เคลมประกันอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เอาประกันได้รับบาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมตามวงเงินที่กำหนดในประกันอุบัติเหตุ ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินทั้งกับตัวผู้เอาประกันและครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
  • เคลมประกันบ้าน คอนโด
    การเคลมประกันบ้าน คอนโดเมื่อบ้านหรือคอนโดได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม โจรกรรม หรือภัยธรรมชาติ การเคลมช่วยให้สามารถซ่อมแซมหรือฟื้นฟูทรัพย์สินได้โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง
  • เคลมประกันสุขภาพ
    การเคลมประกันสุขภาพเช่น การเคลมเมื่อเจ็บป่วยเวลาเดินทางไปต่างประเทศ ใช้เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยหรือผ่าตัด โดยบริษัทประกันจะช่วยดูแลค่ารักษาตามวงเงินที่กำหนด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่อาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • เคลมประกันชีวิต
    เป็นการเคลมเมื่อเกิดกรณีเสียชีวิตหรือครบเงื่อนไขตามสัญญาเงินเอาประกันจะถูกส่งต่อให้ผู้รับผลประโยชน์ เพื่อช่วยดูแลครอบครัวและลดผลกระทบทางการเงินในระยะยาว

ขั้นตอนการเคลมประกัน

1. แจ้งเหตุให้บริษัทประกันทราบทันที
เมื่อเกิดเหตุที่เข้าข่ายความคุ้มครอง ควรแจ้งบริษัทประกันโดยเร็วผ่านช่องทางที่กำหนด เช่น โทรศัพท์ เว็บไซต์ หรือระบบออนไลน์ เพื่อให้การเคลมเริ่มต้นอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก

2. ตรวจสอบความคุ้มครองและเงื่อนไขกรมธรรม์
บริษัทประกันจะตรวจสอบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขอบเขตความคุ้มครองหรือไม่ รวมถึงวงเงิน เงื่อนไข และข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนภายหลัง

3. เตรียมและส่งเอกสารประกอบการเคลม
ผู้เอาประกันต้องจัดเตรียมเอกสารตามที่กำหนดในการเคลม คือ ใบแจ้งเหตุ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ หรือหลักฐานความเสียหาย และส่งผ่านช่องทางที่บริษัทประกันระบุ

4. บริษัทประกันพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอน
หลังได้รับข้อมูลครบถ้วน บริษัทประกันจะทำการประเมินความเสียหาย ตรวจสอบรายละเอียด และดำเนินการอนุมัติค่าสินไหมตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

5. รับค่าสินไหมหรือการชดเชยตามความคุ้มครอง
เมื่อการเคลมได้รับการอนุมัติ ผู้เอาประกันจะได้รับเงินชดเชยหรือบริการตามรูปแบบที่กำหนด เช่น การโอนเงิน หรือการดูแลค่าใช้จ่ายแทน ทำให้เรื่องจบอย่างเป็นระบบและชัดเจน

เอกสารที่ใช้ในการเคลมประกัน

เอกสารทั่วไปที่มักใช้ในหลายประเภทเคลม

  • ใบเคลม หรือใบรับรองความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน
  • สำเนากรมธรรม์หรือหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัย
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบขับขี่  (สำหรับประกันรถยนต์)
  • สำเนาทะเบียนรถ (สำหรับประกันรถยนต์)
  • สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร (บริษัทขอในบางกรณี)

เอกสารที่ใช้เฉพาะบางประเภทเคลม

  • ใบเสนอราคาค่าซ่อม / ใบประเมินราคาค่าซ่อม (กรณีไม่มีเครืออู่ซ่อม)
  • เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์สินทรัพย์ (สำหรับทรัพย์สินเสียหาย)
  • หนังสือมอบอำนาจ (เมื่อตัวผู้เอาประกันไม่สามารถดำเนินการเอง)
  • ใบเสร็จค่ารักษาแพทย์ / ใบรับรองแพทย์ (กรณีบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ)
  • บันทึกการเรียกร้องสินไหมบาดเจ็บ หรือทุพพลภาพ หรือสูญเสียอวัยวะ
  • สำเนาบันทึกประจำวันในคดีของพนักงานสอบสวนที่แสดงว่าผู้เสียหายถึงแก่ความตาย (กรณีเสียชีวิต)
  • บันทึกการเรียกร้องค่าสินไหมระหว่างทายาทกับบริษัท หรือผู้เอาประกันภัยใบมรณบัตร (กรณีเสียชีวิต)
  • สำเนาใบเคลมจากประกันรถคู่กรณี (ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด)

อะไรบ้างที่ทำให้ถูกปฏิเสธการเคลมประกัน

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์
    เช่น เป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่ผู้เอาประกันไม่ได้ตรวจสอบก่อนเคลม
  • แจ้งเคลมล่าช้าเกินระยะเวลาที่บริษัทกำหนด
    การไม่แจ้งเหตุภายในเวลาที่ระบุ อาจทำให้บริษัทไม่สามารถตรวจสอบความเสียหายได้ครบถ้วน
  • เอกสารประกอบการเคลมไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง
    ข้อมูลไม่ตรงกัน ขาดเอกสารสำคัญ หรือเอกสารไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์ได้
  • ให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือปกปิดข้อมูลบางส่วน
    หากตรวจพบว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับเหตุการณ์จริง บริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธการเคลมทันที
  • ความเสียหายเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายหรือเงื่อนไขกรมธรรม์
    เช่น การกระทำโดยเจตนา ความประมาทร้ายแรง หรือใช้ทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์
  • เคยมีสภาพความเสียหายหรือโรคมาก่อนทำประกัน
    กรณีที่ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่คุ้มครองสภาพที่เป็นมาก่อนการเอาประกัน
  • ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บริษัทประกันกำหนด
  • เช่น ไม่รอการอนุญาตก่อนซ่อม หรือดำเนินการเองโดยไม่ได้แจ้งบริษัทก่อน

บริษัทประกันภัยดำเนินการเคลมอย่างไร?

1. รับแจ้งเคลมและบันทึกข้อมูลเหตุการณ์
ก่อนรับเคลม คือขั้นตอนที่บริษัทประกันจะรับข้อมูลการเคลมจากผู้เอาประกัน ตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นของเหตุการณ์ และบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ

2. ตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่าเหตุการณ์ที่แจ้งอยู่ในขอบเขตความคุ้มครองหรือไม่ รวมถึงดูเงื่อนไข ข้อยกเว้น และวงเงินที่เกี่ยวข้อง

3. ตรวจสอบเอกสารและหลักฐานประกอบการเคลม
บริษัทจะพิจารณาความครบถ้วนและความถูกต้องของเอกสาร เพื่อยืนยันเหตุการณ์และประเมินความเสียหาย

4. ประเมินความเสียหายและพิจารณาสินไหม
ดำเนินการประเมินมูลค่าความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายตามจริง และคำนวณค่าสินไหมตามเงื่อนไขกรมธรรม์

5. แจ้งผลการพิจารณาเคลม
เมื่อได้ข้อสรุป บริษัทจะแจ้งผลการอนุมัติหรือปฏิเสธการเคลม พร้อมเหตุผลให้ผู้เอาประกันทราบ

6. ดำเนินการจ่ายค่าสินไหมหรือจัดการตามความคุ้มครอง
หากเคลมได้รับอนุมัติ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมหรือจัดการบริการตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นการสิ้นสุดกระบวนการเคลม

ทำไมหลังจากเคลม เบี้ยประกันถึงเพิ่ม?

เบิกประกัน

หลังจากมีการเคลม บริษัทประกันจะมองว่าความเสี่ยงของผู้เอาประกันเพิ่มขึ้น จากสถิติการเกิดเหตุและประวัติการใช้สิทธิ์ที่ผ่านมา จึงนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการประเมินเบี้ยใหม่เมื่อถึงรอบต่ออายุ นอกจากนี้ การเคลมยังอาจทำให้ส่วนลดประวัติดีหรือส่วนลดไม่เคลมถูกตัด ส่งผลให้เบี้ยประกันสูงขึ้นกว่าปีก่อน แม้ความคุ้มครองจะเท่าเดิมก็ตาม

ป้องกันการถูกปฏิเสธการเคลมได้อย่างไรบ้าง?

วิธีป้องกันการถูกปฏิเสธการเคลมที่ดีที่สุด คือการเข้าใจเงื่อนไขและข้อยกเว้นในกรมธรรม์ให้ชัดเจน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ พร้อมแจ้งเคลมทันทีตามขั้นตอนที่บริษัทกำหนด ควรเตรียมเอกสารให้ครบ ให้ข้อมูลตามความเป็นจริง และหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ เองก่อนแจ้งบริษัท เพื่อให้การพิจารณาเคลมเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่สะดุด

เงินที่ได้จากการเคลมประกันต้องเสียภาษีมั้ย

โดยทั่วไป เงินที่ได้จากการเคลมประกัน หรือ เงินที่ได้จากการเบิกประกัน ซึ่งเป็นการชดเชยความเสียหาย เช่น ค่าซ่อม ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าสินไหมทดแทน จะ ไม่ถือเป็นเงินได้และไม่ต้องนำไปเสียภาษีเงินได้ บางกรณีที่เป็นผลประโยชน์เชิงการลงทุนหรือมีลักษณะเป็นรายได้ อาจมีเงื่อนไขทางภาษีเพิ่มเติม ควรตรวจสอบรายละเอียดตามประเภทประกันและข้อกำหนดของกรมสรรพากรประกอบกันด้วย

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)