รถไฟไหม้ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไม่คาดคิดของผู้ใช้รถทุกคน สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน ซึ่งอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นได้จากปัญหาของตัวเองและปัจจัยภายนอก เช่น รถชนกัน ไฟไหม้อาคาร และภัยธรรมชาติ แล้วแบบนี้เราควรรับมือยังไงรถไฟไหม้ประกันจ่ายไหม คุ้มครองยังไงบ้าง วันนี้ insurverse พร้อมไขข้อสงสัยให้ทุกคน ถ้าพร้อมแล้วติดตามกันได้เลย
ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ช่วยปกป้องรถของเราให้ปลอดภัยและช่วยลดภาระต่างๆ เมื่อเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี สำหรับประกันที่ให้ความคุ้มครองจากกรณีไฟไหม้รถมี 3 ประเภทคือ ประกันชั้น 1, ประกันชั้น 2+ และชั้น 2 ครอบคลุมการเกิดไฟไหม้ทุกกรณี รับผิดชอบตามวงเงินทุนประกันโดยมีเงื่อนไขความรับผิดชอบแตกต่างกันออกไปตามที่กำหนดในกรมธรรม์
ประกันรถยนต์ 3+ และชั้น 3 คือ 2 ประเภทประกันรถยนต์ที่ไม่ครอบคลุมความเสียหายกรณีรถไฟไหม้และภัยธรรมชาติ รับผิดชอบเฉพาะอุบัติเหตุจราจรเท่านั้น ครอบคลุมความเสียหายของตัวรถ ทรัพย์สิน ค่ารักษาพยาบาล และประกันอุบัติเหตุเท่านั้น
การพิจารณาเพื่อรับผิดชอบตามเงื่อนไขกรมธรรม์จากบริษัทประกัน สามารถแบ่งออกได้ 2 กรณีตามระดับความเสียหายของตัว ได้แก่ ความเสียหายหนักไม่สามารถซ่อมได้ และความเสียหายที่ซ่อมได้ ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1, 2+ หรือ 2 ก็จะใช้หลักการพิจารณาเหมือนกันหมด โดยรายละเอียดของทั้ง 2 กรณีมีดังนี้
รถเสียหายหนัก หรือ รถเสียหายสิ้นเชิง หมายถึงรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถซ่อมให้เป็นเหมือนเดิมได้ ระดับความเสียหายตีเป็นมูลค่ามากกว่า 70% ของราคารถ ทางบริษัทจะชดเชยให้เต็มจำนวนทุนประกันตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยเจ้าของรถจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ของซากรถให้กับทางประกัน หรือถ้าอยากเก็บซากไว้เองก็ได้เช่นกัน แต่จะได้รับเงินชดเชยไม่เต็มทุนประกันทั้งหมด
รถเสียหาย หมายถึงรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเสียหายไม่รุนแรงสามารถซ่อมได้ กรณีนี้เจ้าของรถคุยกับทางประกันได้ว่าอยากซ่อมให้กลับสภาพเดิม หรือเปลี่ยนเป็นรถยนต์รุ่นเดิมที่มีสภาพเดียวกันมาใช้ทดแทนก็ได้ มากไปกว่านั้นยังสามารถรับการชดเชยเป็นเงินสดก็ได้ ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างบริษัทและผู้เอาประกันที่เป็นเจ้าของรถ
ประกันชั้น 1, 2 และ 2+ คุ้มครองรถยนต์ไฟไหม้ทุกกรณีรวมไปถึงรถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊สอย่าง NGV และ LPG ด้วยเช่นกัน แต่มีเงื่อนไขที่บริษัทประกันมีสิทธิ์จะไม่คุ้มครองรถติดแก๊สด้วยกรณีดังนี้
เพื่อให้คุณได้รับสิทธิ์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ควรแจ้งเรื่องการติดตั้งระบบแก๊สกับทางบริษัทประกันทันทีหลังติดตั้งเสร็จ โดยจะต้องส่งสำเนาเอกสารการจดทะเบียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประเภทเชื้อเพลิง และเก็บใบเสร็จรับเงินค่าติดตั้งระบบไว้เป็นหลักฐาน
กรณีที่รถไฟไหม้จากปัจจัยภายนอก เช่น บ้านไฟไหม้, อาคารจอดไฟไหม้, ไฟไหม้จากภัยธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุจราจร หรือจากตัวรถเอง ประกันรถยนต์ชั้น 1, 2 และ 2+ ให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ แต่จะไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากภาวะสงคราม
รถไฟไหม้ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยเท่ากับอุบัติเหตุจราจร แต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายที่หนักหนาสาหัสพอสมควร การทำประกันรถยนต์ถือเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยงจากปัจจัยเหล่านี้ได้ ช่วยลดภาระของคุณทั้งขั้นตอนดำเนินการและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ใครกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่คุ้มครองกรณีไฟไหม้ insurverse พร้อมให้บริการกับประกันชั้น 1 และ 2+ ในราคาสุดคุ้ม ซื้อผ่านออนไลน์ได้ง่ายๆ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มที่ สนใจซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์กับ insurverse คลิกเลย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง