vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ

คู่มือเลือก “น้ำมันเครื่องรถยนต์” อย่างไรให้เครื่องยนต์ฟิต ทนทาน

schedule
share
คู่มือการเลือกซื้อน้ำมันเครื่องรถยนต์

น้ำมันเครื่องรถยนต์ คือหัวใจสำคัญที่ช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ ลดการเสียดสี ระบายความร้อน และป้องกันการเกิดสนิม การเลือกน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องและเปลี่ยนถ่ายตามระยะทาง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้ยาวนาน ประหยัดน้ำมัน และลดปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องระหว่างการเดินทาง

น้ำมันเครื่องรถยนต์ คืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

เมื่อสตาร์ทรถ ชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์จะเกิดการเสียดสีกันอย่างรุนแรง น้ำมันเครื่อง จึงเข้ามาทำหน้าที่สำคัญดังนี้:

  • หล่อลื่นเครื่องยนต์: สร้างฟิล์มเคลือบชิ้นส่วนโลหะ ลดการเสียดสีและการสึกหรอ
  • ระบายความร้อน: ดึงความร้อนออกจากห้องเผาไหม้ ป้องกันเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีต
  • ทำความสะอาด: ชะล้างคราบเขม่าและเศษโลหะ ไปกักเก็บไว้ที่ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
  • อุดรอยรั่ว: ช่วยซีลช่องว่างระหว่างลูกสูบและกระบอกสูบ เพื่อรักษากำลังอัดของเครื่องยนต์

ประเภทของน้ำมันเครื่องรถยนต์ มีกี่แบบ?

การแบ่งประเภทของน้ำมันเครื่องในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 เกรดหลักๆ ตามพื้นฐานการผลิต ดังนี้

1.น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic)

เป็นน้ำมันเครื่องที่ผ่านกระบวนการทางเคมีในห้องแล็บ ทำให้มีโมเลกุลขนาดเท่ากัน ทนความร้อนสูงมาก และหล่อลื่นได้ดีเยี่ยมตั้งแต่สตาร์ท

  • อายุการใช้งาน: ประมาณ 10,000 – 15,000 กิโลเมตร
  • เหมาะสำหรับ: รถยนต์รุ่นใหม่, รถที่ใช้งานหนัก, หรือผู้ที่ต้องการการปกป้องสูงสุด

2.น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic)

เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำมันแร่ธรรมชาติและน้ำมันสังเคราะห์แท้ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า คุ้มราคา ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

  • อายุการใช้งาน: ประมาณ 7,000 – 10,000 กิโลเมตร
  • เหมาะสำหรับ: รถยนต์ใช้งานทั่วไป ขับขี่ในเมือง หรือรอบเดินเบา

3.น้ำมันเครื่องเกรดเดี่ยว/ธรรมดา (Mineral Oil)

สกัดจากน้ำมันดิบในธรรมชาติ มีราคาถูกที่สุด แต่ฟิล์มน้ำมันจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าประเภทอื่น

  • อายุการใช้งาน: ประมาณ 5,000 กิโลเมตร
  • เหมาะสำหรับ: รถยนต์รุ่นเก่า หรือรถที่บรรทุกหนักและต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อยๆ

วิธีอ่านฉลากและเลือก น้ำมันเครื่องรถยนต์ ให้ตรงสเปค

การอ่านฉลากบนแกลลอนให้เป็น จะช่วยให้คุณได้น้ำมันเครื่องที่ตรงกับสเปครถยนต์ของคุณที่สุด โดยมี 2 ค่าสำคัญที่ต้องดู:

การดูค่าความหนืด (SAE)

มาตรฐานจากสมาคมวิศวกรยานยนต์ (SAE) จะระบุตัวเลข เช่น SAE 10W-40

  • ตัวเลขหน้า W (Winter): บ่งบอกถึงความสามารถในการไหลตัวที่อุณหภูมิต่ำ (ในไทยไม่ต้องกังวลมากนัก)
  • ตัวเลขหลัง W: บ่งบอกถึง “ค่าความหนืด” ขณะเครื่องยนต์ร้อนจัด (เช่น 20, 30, 40)
    • รถใหม่ / อีโค่คาร์: ควรใช้ความหนืดต่ำ เช่น 0W-20 หรือ 5W-30 เพื่อให้ประหยัดน้ำมัน
    • รถเก่า / ใช้งานเกิน 100,000 กม.: ควรขยับความหนืดขึ้นเป็น 10W-40 เพื่อทดแทนช่องว่างที่สึกหรอ

การดูมาตรฐาน API และ ACEA

เครื่องยนต์เบนซิน: ให้มองหาตัวอักษร API ขึ้นต้นด้วย “S” เช่น API SP, API SN (ยิ่งอักษรตัวหลังไกล ยิ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่)

เครื่องยนต์ดีเซล: ให้มองหาตัวอักษร API ขึ้นต้นด้วย “C” เช่น API CJ-4 หรือมาตรฐานยุโรปอย่าง ACEA

สัญญาณเตือนว่าถึงเวลา “เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง” แล้ว

  1. ครบระยะทางหรือระยะเวลา: แม้รถจะไม่ค่อยได้วิ่ง แต่น้ำมันเครื่องก็เสื่อมสภาพได้ ควรเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือน
  2. สีของน้ำมันเครื่องเปลี่ยนไป: หากดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาแล้วพบว่าน้ำมันมีสีดำสนิท มีสิ่งเจือปน หรือหนืดข้นเกินไป
  3. เครื่องยนต์มีเสียงดังผิดปกติ: หรือรู้สึกว่ารถเหยียบไม่ค่อยขึ้น วิ่งอืด กินน้ำมันมากขึ้น

นอกจากการดูแลเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งานแล้ว การเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อความอุ่นใจตลอดเส้นทาง คุณควรต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เป็นปัจจุบันตามที่กฎหมายกำหนด และแนะนำให้เพิ่มความคุ้มครองแบบครอบคลุมให้กับรถคู่ใจด้วยประกันภัยรถยนต์ เพื่อให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าซ่อมทั้งรถเราและรถคู่กรณี

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)