น้ำมันเครื่องรถยนต์ คือหัวใจสำคัญที่ช่วยหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ ลดการเสียดสี ระบายความร้อน และป้องกันการเกิดสนิม การเลือกน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องและเปลี่ยนถ่ายตามระยะทาง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้ยาวนาน ประหยัดน้ำมัน และลดปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องระหว่างการเดินทาง
เมื่อสตาร์ทรถ ชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์จะเกิดการเสียดสีกันอย่างรุนแรง น้ำมันเครื่อง จึงเข้ามาทำหน้าที่สำคัญดังนี้:
การแบ่งประเภทของน้ำมันเครื่องในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 เกรดหลักๆ ตามพื้นฐานการผลิต ดังนี้
เป็นน้ำมันเครื่องที่ผ่านกระบวนการทางเคมีในห้องแล็บ ทำให้มีโมเลกุลขนาดเท่ากัน ทนความร้อนสูงมาก และหล่อลื่นได้ดีเยี่ยมตั้งแต่สตาร์ท
เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำมันแร่ธรรมชาติและน้ำมันสังเคราะห์แท้ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า คุ้มราคา ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
สกัดจากน้ำมันดิบในธรรมชาติ มีราคาถูกที่สุด แต่ฟิล์มน้ำมันจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าประเภทอื่น
การอ่านฉลากบนแกลลอนให้เป็น จะช่วยให้คุณได้น้ำมันเครื่องที่ตรงกับสเปครถยนต์ของคุณที่สุด โดยมี 2 ค่าสำคัญที่ต้องดู:
มาตรฐานจากสมาคมวิศวกรยานยนต์ (SAE) จะระบุตัวเลข เช่น SAE 10W-40
เครื่องยนต์เบนซิน: ให้มองหาตัวอักษร API ขึ้นต้นด้วย “S” เช่น API SP, API SN (ยิ่งอักษรตัวหลังไกล ยิ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่)
เครื่องยนต์ดีเซล: ให้มองหาตัวอักษร API ขึ้นต้นด้วย “C” เช่น API CJ-4 หรือมาตรฐานยุโรปอย่าง ACEA
นอกจากการดูแลเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งานแล้ว การเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อความอุ่นใจตลอดเส้นทาง คุณควรต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เป็นปัจจุบันตามที่กฎหมายกำหนด และแนะนำให้เพิ่มความคุ้มครองแบบครอบคลุมให้กับรถคู่ใจด้วยประกันภัยรถยนต์ เพื่อให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าซ่อมทั้งรถเราและรถคู่กรณี
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสนุกของการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) หรือผู้ที่ใช้รถกระบะบรรทุกในการทำงาน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เท้าซ้ายต้องสัมผัสอยู่ตลอดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ “ครัชรถ” หรือ “คลัตช์” (Clutch) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง คลัตช์ย่อมมีการสึกหรอตามธรรมชาติ หากปล่อยปละละเลยจนคลัตช์หมดสนิท รถอาจหมดแรงวิ่งขึ้นทางชันหรือเข้าเกียร์ไม่ได้กลางถนน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการทำงานของคลัตช์ สัญญาณเตือนคลัตช์หมด และวิธีขับขี่ถนอมคลัตช์ให้อยู่ได้ยาวนาน ครัชรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในระบบขับเคลื่อน คลัตช์รถยนต์ (Clutch) คืออุปกรณ์ตัดและต่อกำลังระหว่างล้อช่วยแรง (Flywheel) ของเครื่องยนต์กับเพลาเกียร์ โดยเมื่อเราเหยียบแป้นคลัตช์ ชุดคลัตช์จะแยกตัวออกจากล้อช่วยแรงเพื่อตัดการส่งกำลัง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล และเมื่อเราค่อยๆ ปล่อยแป้นคลัตช์ แผ่นคลัตช์จะประกบเข้ากับล้อช่วยแรงอีกครั้งเพื่อส่งถ่ายแรงบิดขับเคลื่อนล้อรถยนต์ให้วิ่งไปข้างหน้า 3 ชิ้นส่วนหลักของชุดคลัตช์รถยนต์ที่ทำงานร่วมกัน ชุดคลัตช์ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ ได้แก่ จานคลัตช์ หรือแผ่นคลัตช์ (Clutch Disc) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมที่บุด้วยผ้าคลัตช์ (วัสดุเสียดทานทนความร้อนสูง) ทำหน้าที่ประกบติดกับล้อช่วยแรงเพื่อถ่ายทอดแรงบิด เป็นชิ้นส่วนหลักที่เกิดการสึกหรอเมื่อใช้งาน หวีคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ (Clutch Cover / Pressure Plate) ทำหน้าที่เป็นสปริงแผ่นกดแผ่นคลัตช์ให้แนบสนิทกับฟลายวีลตลอดเวลา และปลดแรงกดออกเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing)… Continue reading ครัชรถยนต์คืออะไร สัญญาณเตือนคลัตช์หมด วิธีสังเกตและดูแล
เมื่อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คู่ใจของเราถูกใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ผู้ครอบครองรถทุกคนต้องพบเจอเป็นประจำทุกปีก่อนการต่อภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) ก็คือขั้นตอนการตรวจสภาพรถ และเอกสารสำคัญที่ต้องได้รับมาก็คือ “ใบตรวจสภาพรถ” สำหรับใครที่รถเพิ่งมีอายุการใช้งานย่างเข้าสู่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และสงสัยว่าใบตรวจสภาพรถคืออะไร ต้องไปตรวจที่ไหน ตรวจอะไรบ้าง และมีขั้นตอนการใช้งานอย่างไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลฉบับสมบูรณ์มาให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ ทำความรู้จักใบตรวจสภาพรถ เอกสารสำคัญคู่การต่อภาษีประจำปี ใบตรวจสภาพรถ (หรือใบรับรองการตรวจสภาพรถ) คือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ว่ายานพาหนะคันดังกล่าวมีสภาพความพร้อม แข็งแรง ปลอดภัยต่อการขับขี่บนท้องถนน และไม่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” (ตรอ.) ที่มีป้ายสัญลักษณ์ฟันเฟืองสีฟ้า หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัด รถประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษี กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุของยานพาหนะที่ต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีประจำปีไว้ดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก (อายุครบ 7 ปีขึ้นไป) ได้แก่ รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู รถกระบะบรรทุก และรถ SUV ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพทุกปีก่อนต่อภาษี รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (อายุครบ 5 ปีขึ้นไป) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 5 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องผ่านการตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปีเช่นเดียวกัน เช็กลิสต์รายการที่ ตรอ. ตรวจสอบ… Continue reading ใบตรวจสภาพรถคืออะไร ตรวจที่ไหนกี่ปีต้องตรวจ สรุปขั้นตอนต่อภาษี
เมื่อต้องแจ้งเปลี่ยนสีรถ ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในกี่วัน ใช้เอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร และมีโทษปรับเท่าไหร่หากไม่ดำเนินการตามกำหนด