vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ

เกียร์รถยนต์มีกี่แบบ สรุปประเภทและวิธีใช้ พร้อมการดูแลรักษา

schedule
share
เกียร์รถยนต์

หนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนและมีความสำคัญที่สุดของระบบขับเคลื่อนรถยนต์ก็คือ “เกียร์รถ” หรือระบบส่งกำลัง (Transmission) ซึ่งทำหน้าที่แปรผันแรงบิดและความเร็วรอบจากเครื่องยนต์ส่งต่อไปยังล้อ เพื่อให้รถสามารถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล ไต่ทางชันได้อย่างมีพลัง และทำความเร็วสูงได้อย่างประหยัดน้ำมัน ในปัจจุบันมีระบบเกียร์หลากหลายรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน บทความนี้จะสรุปประเภทของเกียร์รถยนต์ วิธีการใช้งานตำแหน่งเกียร์ออโต้ สัญญาณเตือนอาการเกียร์พัง และวิธีดูแลรักษามาให้คนมีรถได้เข้าใจอย่างครบถ้วน

เกียร์รถยนต์คืออะไร หัวใจในการถ่ายทอดกำลังสู่ล้อ

เกียร์รถยนต์ คือชุดฟันเฟืองและระบบกลไกที่ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนอัตราทดระหว่างเครื่องยนต์กับเพลาขับเคลื่อน เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่ในย่านรอบที่เหมาะสมที่สุดในทุกระดับความเร็ว หากเปรียบเครื่องยนต์เป็นกล้ามเนื้อ เกียร์ก็คือข้อต่อที่คอยส่งผ่านแรงอย่างมีจังหวะนั่นเอง

4 ประเภทเกียร์รถยนต์ยอดนิยมในปัจจุบัน

ระบบเกียร์ในยานยนต์ยุคปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่

เกียร์ธรรมดา (Manual Transmission – MT)

หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์กระปุก” ผู้ขับขี่ต้องเหยียบแป้นคลัตช์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ด้วยตนเอง จุดเด่นคือความทนทานสูง ค่าบำรุงรักษาต่ำ ให้อัตราเร่งที่ตอบสนองสั่งได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมัน นิยมในรถกระบะเชิงพาณิชย์และรถสปอร์ตพันธุ์แท้

เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์กคอนเวอร์เตอร์ (Torque Converter AT)

เป็นเกียร์ออโต้แบบดั้งเดิมที่ใช้แรงดันน้ำมันไฮดรอลิกและชุดทอร์กคอนเวอร์เตอร์ในการส่งถ่ายกำลัง จุดเด่นคือมีความทนทานสูง รองรับแรงบิดมหาศาลได้ดี เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล นิยมใช้ในรถกระบะ รถ PPV และรถยนต์ขนาดใหญ่

เกียร์แปรผันต่อเนื่อง (CVT – Continuously Variable Transmission)

ใช้พูลเลย์ (Pulley) สองตัวเชื่อมต่อกันด้วยสายพานโลหะ สามารถเปลี่ยนอัตราทดได้แบบไร้รอยต่อโดยไม่มีจังหวะกระตุก ทำให้การขับขี่นุ่มนวลเป็นพิเศษ และช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยม นิยมใช้ในรถเก๋ง Eco Car และรถเก๋งขนาดกลาง

เกียร์คลัตช์คู่ (DCT – Dual Clutch Transmission)

ใช้คลัตช์สองชุดแยกกันระหว่างเกียร์คู่และเกียร์คี่ ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วเพียงเสี้ยววินาทีโดยกำลังเครื่องยนต์ไม่ตก ให้อารมณ์การขับขี่ที่สปอร์ตและแม่นยำ มักพบในรถยุโรปและรถยนต์สมรรถนะสูง

สัญลักษณ์ตำแหน่งเกียร์ออโต้ P R N D ใช้งานอย่างไรให้ถูกต้อง

การใช้งานคันเกียร์อัตโนมัติมาตรฐานมีตำแหน่งสำคัญดังนี้:

  • P (Park): ใช้สำหรับจอดรถสนิท ล้อจะถูกล็อกกลไก ห้ามเข้าเกียร์ P ขณะรถยังไม่หยุดนิ่ง
  • R (Reverse): ใช้สำหรับถอยหลัง
  • N (Neutral): ตำแหน่งเกียร์ว่าง ล้อหมุนได้อิสระ ใช้เมื่อจอดติดไฟแดงหรือจอดรถซ้อนคันที่ต้องเข็นได้
  • D (Drive): ใช้สำหรับขับเคลื่อนเดินหน้าปกติ โดยเกียร์จะเปลี่ยนอัตราทดให้อัตโนมัติตามความเร็ว
  • L หรือ B / S (+/-): ใช้สำหรับขับขึ้น-ลงทางลาดชันเพื่อใช้แรงหน่วงจากเครื่องยนต์ (Engine Brake)

4 สัญญาณเตือนว่าระบบเกียร์รถยนต์เริ่มมีปัญหา

สังเกตอาการผิดปกติของเกียร์ได้จาก:

1. เกียร์กระตุกหรือกระชากแรง: จังหวะเปลี่ยนเกียร์มีอาการกระตุกอย่างรุนแรง

2. เกียร์ลื่นหรือไม่จับ: เหยียบคันเร่งแล้วรอบเครื่องขึ้นสูงแต่ความเร็วรถไม่เพิ่มขึ้น

3. เข้าเกียร์แล้วรถไม่ขยับ: เข้าเกียร์ D หรือ R แล้วต้องรอนานหลายวินาทีกว่ารถจะเริ่มเคลื่อนตัว

4. มีเสียงหอนหรือกลิ่นไหม้: เกิดจากน้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพหรือชิ้นส่วนภายในเสียดสีกันรุนแรง

วิธีดูแลรักษาระบบเกียร์และขับขี่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ

การดูแลรักษาเกียร์ที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนถ่าย “น้ำมันเกียร์” ตรงตามสเปกและระยะทางที่คู่มือกำหนด (ทุกๆ 20,000 – 40,000 กิโลเมตร) หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเกียร์เดินหน้า-ถอยหลังสลับกันขณะรถยังไม่หยุดสนิท และไม่เหยียบคันเร่งคิกดาวน์บ่อยเกินความจำเป็น การดูแลเกียร์ให้พร้อมใช้งานช่วยป้องกันอุบัติเหตุรถวืดหรือเสียการควบคุมบนท้องถนน และเพื่อความอุ่นใจในทุกสถานการณ์ การทำประกันรถยนต์ ที่ให้ความคุ้มครองครบถ้วนจาก insurverse

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)