เหตุการณ์โศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว สร้างความสะเทือนใจและฝากบาดแผลให้กับผู้ประสบเหตุจำนวนมาก นอกเหนือจากการติดตามความคืบหน้าของคดีและการเยียวยาแล้ว อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ ประกันอุบัติเหตุ (PA) ที่เราทำไว้จะให้ความคุ้มครองหรือไม่? และค่ารักษาพยาบาลใครต้องเป็นคนจ่าย? บทความนี้ขอสรุปสถานการณ์ล่าสุด พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องประกันภัยที่คุณอาจยังไม่รู้
จากกรณีโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิงโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงดึกของวันที่ 12-13 ก.ค. 2569 โดยเหตุเพลิงไหม้เริ่มต้นในเวลา 23.57 น. ของวันที่ 12 ก.ค. 2569 เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจากไฟลวกถึง 79 ราย
ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตรวมสะสมพุ่งสูงถึง 37 ราย
ผู้เสียชีวิตรายที่ 36 คือ นายภาณุวัฒน์ ทิพย์มณี หรือ ‘เบนซ์’ ช่างซาวด์ผู้ดูแลระบบแสง สี เสียงของร้าน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569
ผู้เสียชีวิตรายที่ 37 เป็นลูกค้าหญิงวัย 25 ปี ที่รักษาตัวและเสียชีวิตในวันที่ 29 ก.ค. 2569
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานไปแล้วกว่า 70-80%
มีการสอบปากคำพยานและผู้เชี่ยวชาญไปแล้วกว่า 150 ปาก
ขณะนี้อยู่ระหว่างรอสอบปากคำเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 6-7 ปาก
สำหรับเจ้าของร้านยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาได้
นอกจากนี้ ทาง กทม. ยังได้มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการเขตจตุจักรไปช่วยราชการสำนักปลัด กทม. เพื่อเปิดทางให้การสอบสวนปมไฟไหม้เป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด
จากเหตุไฟไหม้ย่านลาดพร้าว ในมุมของประกันภัย มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจเข้าใจผิดและยังไม่รู้ค่ะ… เวลาเกิดเหตุไฟไหม้ เราไม่จำเป็นต้องถูกเปลวไฟคลอกโดยตรงถึงจะได้รับบาดเจ็บ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ เราอาจถูกไฟลวก สะดุดล้ม ถูกสิ่งของตกใส่ หรือได้รับบาดเจ็บระหว่างพยายามวิ่งออกจากพื้นที่ได้
แล้วอาการบาดเจ็บเหล่านี้ ประกันอุบัติเหตุจะคุ้มครองไหม? ในทางประกันภัย คำว่า “อุบัติเหตุ” หมายถึง เหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จากปัจจัยภายนอกร่างกาย และทำให้เกิดผลที่ผู้เอาประกันภัยมิได้เจตนาหรือมุ่งหวัง พูดง่าย ๆ คือ ประกันไม่ได้ดูแค่ว่าเราได้รับบาดเจ็บด้วยวิธีไหน แต่ดูว่าอาการนั้นเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะถูกไฟลวก ล้มระหว่างออกจากพื้นที่ หรือได้รับบาดเจ็บจากสิ่งของภายในอาคาร ก็อาจเข้าข่ายอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคุ้มครองและเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ค่ะ
การเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ต้องรับผิดชอบ อาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงค่ะ แต่ระหว่างที่ความรับผิดยังไม่ชัดเจน ค่ารักษาพยาบาลก็เกิดขึ้นทันที
สิ่งที่คนมี PA ควรกลับไปเช็กกรมธรรม์ของตัวเอง มี 2 ส่วนที่สำคัญ ดังนี้ค่ะ
เพราะงั้น อย่ารอให้เกิดเหตุแล้วค่อยเปิดกรมธรรม์นะคะ ลองเช็กไว้ก่อนว่าเรามีสิทธิอะไร และความคุ้มครองช่วยเราได้แค่ไหน
เรื่องประกันยังมีอีกหลายอย่างที่ควรรู้ ฝากกดติดตามช่อง insurverse ไว้ได้เลยนะคะ ส่วนใครที่อยากดูข้อมูลเพิ่มเติม และหาความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ สามารถเข้าไปอ่านต่อและเช็กแผนประกันได้ที่ insurverse.co.th ค่ะ
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ลำดับเหตุการณ์สลดบนถนน AH16 เมื่อช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 05.20 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวงแผ่นดินสาย AH16 (กาฬสินธุ์–มุกดาหาร) บริเวณพื้นที่อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยรถตู้โดยสารเช่าเหมาคันนำพาชาว สปป.ลาว รวม 13 คน เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าด่านพรมแดนจังหวัดนครพนม เพื่อดำเนินการต่ออายุหนังสือเดินทางและเอกสารประจำตัว ระหว่างการเดินทาง รถตู้คันดังกล่าวเกิดเสียหลักพุ่งชนแท่งคอนกรีตแบริเออร์กั้นขอบทางอย่างรุนแรง ก่อนจะพลิกคว่ำไถลตกลงไปในคูน้ำข้างทาง และเกิดประกายไฟลุกไหม้ท่วมห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิงเร่งฉีดน้ำสกัดเพลิง แต่เนื่องจากเปลวไฟลุกลามรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้โดยสารหญิงติดอยู่ภายในและถูกไฟคลอกเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ และคนขับรวม 12 ราย ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน โดยพนักงานสอบสวนสันนิษฐานเบื้องต้นว่าคนขับอาจเกิดอาการหลับในจากการขับรถระยะไกลข้ามคืน ประเด็นกฎหมายและความรับผิด 1. ความรับผิดทางอาญาของผู้ขับขี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท) และมาตรา 300… Continue reading รถตู้รับจ้างคว่ำไฟลุกท่วม ดับ 2 เจ็บ 12 : เปิดข้อกฎหมาย สิทธิผู้โดยสาร และการเบิกเคลม พ.ร.บ.
เกิดอะไรขึ้น? เมื่อวันที่ 18-19 สิงหาคม 2569 ที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 64 ปี ได้นำหลักฐานการแชตข้อความและสลิปการทำธุรกรรมทางการเงิน เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ศรีสะเกษ ของพรรคการเมืองชื่อดังรายหนึ่ง ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ตนรู้จักกับอดีตผู้สมัคร สส. รายนี้เป็นการส่วนตัว ต่อมาฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้อ้างว่ามีโควตาพิเศษและสามารถใช้เส้นสายวิ่งเต้นช่วยเหลือให้บุคคลสอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้อย่างแน่นอน ด้วยความหวังอยากให้ลูกหลานมีความมั่นคงในอาชีพ ตนจึงหลงเชื่อและรวบรวมเงินเก็บส่วนตัวรวมทั้งสิ้น 2,350,000 บาท มอบให้เพื่อเป็นค่าดำเนินการฝากลูกหลานจำนวน 5 คน แต่เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นประกาศผลการสอบอย่างเป็นทางการ กลับปรากฏว่าไม่มีรายชื่อลูกหลานของตนแม้แต่คนเดียว เมื่อตนพยายามทวงถามเงินคืนกลับถูกบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง อ้างว่าเดินทางไปต่างจังหวัดและอ้างชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง จึงมั่นใจว่าถูกหลอกลวงและตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด การจ่ายเงินวิ่งเต้นสอบราชการ แล้วถูกหลอก สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนตามกฎหมายได้หรือไม่? ในทางกฎหมาย ประเด็นการฟ้องเรียกเงินวิ่งเต้นคืนมีความซับซ้อนและมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้: 1. ในทางแพ่ง: สัญญาเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150) ข้อตกลงหรือสัญญาจ้างวานเพื่อวิ่งเต้นสอบบรรจุข้าราชการ ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ส่งผลให้สัญญานั้นตกเป็น… Continue reading สูญเงิน 2.3 ล้านชวดบรรจุ! แจ้งจับอดีตผู้สมัคร สส. หลอกฝากลูกหลานสอบ อปท. : เปิดข้อกฎหมาย สัญญาวิ่งเต้นเป็นโมฆะ ฟ้องเรียกเงินคืนได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้น? กลายเป็นคดีทุจริตเชิงโครงสร้างที่สั่นสะเทือนระบบทะเบียนราษฎร์ของประเทศไทย เมื่อกรุงเทพมหานครได้ออกคำสั่งลงนามเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครองและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนรวม 3 ราย “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” โดยมีผลบังคับใช้ทันที การดำเนินการเด็ดขาดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนอาชญากรรมพิเศษร่วมกับรายการ The EXIT สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และตำรวจ บก.ปปป. เปิดโปงขบวนการนายหน้าลักลอบนำข้อมูลทะเบียนราษฎร์และเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย ไป “สวมสิทธิ” ออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู หรือ ท.ร.38/1) ให้แก่กลุ่มบุคคลต่างด้าวและเด็กต่างด้าวมากกว่า 1,000 ราย โดยเรียกรับผลประโยชน์รายละ 30,000 ถึง 50,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท ด้านปลัดกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีอาญาอย่างถึงที่สุด พร้อมสั่งการทุกสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ปูพรมตรวจสอบรายการย้ายเข้าทะเบียนบ้านที่ผิดปกติย้อนหลังทันที หากเจ้าของบ้านพบว่ามี “ชื่อแปลกปลอม” หรือถูกสวมสิทธิในทะเบียนบ้าน จะส่งผลกระทบทางกฎหมายอย่างไร? การถูกสวมสิทธิทางทะเบียนราษฎร์ถือเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าของบ้านและผู้มีสิทธิโดยตรง ดังนี้: 1. ความเสี่ยงด้านนิติกรรมและหนี้สิน มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลทะเบียนบ้านไปใช้เปิดบัญชีม้า สมัครสินเชื่อ… Continue reading เชือดข้าราชการทุจริต! กทม. สั่ง 3 จนท. เอี่ยวสวมสิทธิ ‘บัตรสีชมพู’ ให้ออกทันที : เตือนภัยเจ้าของบ้าน เช็กด่วนมีชื่อผีโผล่ในทะเบียนบ้านหรือไม่ และโทษหนักทางกฎหมาย