ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์คนส่วนใหญ่จะนึกถึงประกันอุบัติเหตุภาคสมัครใจก่อน พ.ร.บ.รถยนต์ เนื่องจากให้ความคุ้มครองทั้งคนและรถที่เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นยังสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันรถยนต์มาจัดการปัญหาในที่เกิดเหตุได้ทันที ซึ่งแตกต่างจาก พ.ร.บ. รถยนต์ที่ผู้บาดเจ็บต้องดำเนินการเรื่องเอกสารเบิกเคลมประกันกับบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อประสบอุบัติเหตุหลายคนจะลืมเคลมประกันและทิ้งเงินก้อนโตจาก พ.ร.บ. ไปโดยปริยาย ทั้ง ๆ ที่ในความจริงแล้วการเบิกเคลมประกันจาก พ.ร.บ. ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ ส่วนจะต้องดำเนินการอย่างไร และ พ.ร.บ.รถ คุ้มครองอะไรบ้าง นั้น เรามีคำตอบมาฝาก
สำหรับคนที่สงสัยว่า พ.ร.บ.รถ คุ้มครองอะไรบ้าง คำตอบคือความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. จะแบ่งเป็นสองแบบ คือ การคุ้มครองความเสียหายเบื้องต้น เป็นการคุ้มครองผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งฝ่ายถูกและผิด เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและเงินชดเชยอย่างเหมาะสม โดย พ.ร.บ. จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท แต่หากสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 35,000 บาท ขณะส่วนที่สองเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ทาง พ.ร.บ. จะจ่ายให้กับฝ่ายถูกเท่านั้น ซึ่งมีการเพิ่มค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท เงินชดเชยวันละ 200 บาท สูงสุด 20 วัน กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน สูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพได้รับเงินชดเชย 200,000 – 500,000 บาท โดยพิจารณาตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงิน 500,000 บาท
การเคลมความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์หลังเกิดอุบัติเหตุในส่วนของการคุ้มครองความเสียหายเบื้องต้น สามารถยื่นเคลมความคุ้มครองได้โดยไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ความผิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่ส่วนของสินไหมทดแทนจะสามารถเคลมได้หลังจากมีการพิสูจน์ความจริง สำหรับขั้นตอนการขอเคลมความคุ้มครองผู้บาดเจ็บหรือทายาทสามารถยื่นเอกสารของผู้ประสบอุบัติเหตุตามที่ พ.ร.บ. กำหนดให้กับโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยื่นที่บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถโดยตรง ซึ่งเอกสารที่ต้องเตรียมจะขึ้นอยู่กับกรณีที่เคลม แต่เอกสารหลักประกอบไปด้วยสำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบอุบัติเหตุหรือเอกสารยืนยันตัวตนที่ออกโดยหน่วยงานราชการ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนรถคันที่เกิดเหตุ ใบแจ้งความหรือบันทึกประจำวันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล ใบรับรองแพทย์ที่มีระบุอาการหรือความพิการ ใบมรณบัตรกรณีเสียชีวิต และที่สำคัญสำเนาใบกรมธรรม์ พ.ร.บ.รถยนต์
เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับความคุ้มครองและวงเงินคุ้มครองของ พ.ร.บ. ที่เรานำมาฝาก ซึ่งถึงแม้ว่า พ.ร.บ. จะไม่ครอบคลุมในส่วนความเสียหายของทรัพย์สิน แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากทิ้งห้ามลืม ต่อพ.ร.บ.รถยนต์ อย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากเป็นการกระทำผิดกฎหมายเสี่ยงต่อการถูกปรับจากเจ้าหน้าที่แล้ว หากเกิดอุบัติเหตุยังต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดเองอีกด้วย แต่สำหรับใครที่ พ.ร.บ. ใกล้หมดอายุและยังไม่รู้ว่าจะ ต่อพ.ร.บ.รถยนต์ ออนไลน์จากที่ไหนดี แนะนำ Insurverse ที่ทั้งสมัครง่ายและมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง เช็กเบี้ยเลย!
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
การต่อภาษีรถยนต์ประจำปี ถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกคน แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว หลายคนอาจเผลอลืมวันหมดอายุจนทำให้ภาษีรถยนต์ขาด และเกิดความกังวลว่า ค่าปรับภาษีรถยนต์ คิดอย่างไร? ขาดกี่วันจึงจะเริ่มโดนปรับ? และหากขาดต่อภาษีเกิน 1 ปีหรือ 3 ปีจะมีผลเสียอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกอัตราค่าปรับตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก วิธีคำนวณค่าปรับแบบเข้าใจง่าย เอกสารที่ต้องใช้ และขั้นตอนการต่อภาษีรถยนต์ย้อนหลังพร้อมต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ออนไลน์ เพื่อให้รถของคุณกลับมาถูกต้องตามกฎหมายและขับขี่ได้อย่างสบายใจ 100% ค่าปรับภาษีรถยนต์ คิดอย่างไร? สรุปอัตราค่าปรับตามกฎหมายกรมการขนส่งทางบก ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดอัตราค่าปรับสำหรับผู้ที่ชำระภาษีรถยนต์ประจำปีล่าช้ากว่ากำหนดไว้อย่างชัดเจน อัตราค่าปรับร้อยละ 1 ต่อเดือน (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน) หากคุณไม่ได้ชำระภาษีรถยนต์ภายในเวลาที่กำหนด คุณจะต้องเสียค่าปรับในอัตรา “ร้อยละ 1 ต่อเดือน” ของยอดภาษีประจำปีที่ต้องชำระ โดยนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดจนถึงวันที่มาชำระเงิน และหากมีเศษของเดือนแม้เพียง 1 วัน กฎหมายจะปัดเศษนับเป็น 1 เดือนเต็มทันที ตัวอย่างการคำนวณค่าปรับภาษีรถยนต์ขาดต่อ 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี… Continue reading ค่าปรับภาษีรถยนต์ ขาดต่อคิดอย่างไร? สรุปอัตราค่าปรับ วิธีคำนวณ และขั้นตอนต่อภาษีย้อนหลัง
สำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่ใช้งานรถคู่ใจมาหลายปี เมื่อถึงกำหนดเวลาต่อภาษีประจำปี (ต่อทะเบียนรถ) หลายคนอาจสงสัยว่า รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบกี่ปีต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี? ต้องตรวจที่ไหน? มีค่าใช้จ่ายเท่าไร? และสามารถตรวจสภาพแล้วต่อภาษีออนไลน์ได้หรือไม่ บทความนี้จะสรุปเกณฑ์กฎหมายการตรวจสภาพรถจักรยานยนต์จากกรมการขนส่งทางบก รายการตรวจเช็กมาตรฐานของสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) พร้อมขั้นตอนการเตรียมเอกสารและต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ (ซึ่งมีขั้นตอนที่สะดวกสบายไม่แพ้การต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ เพื่อให้คุณดำเนินการต่อภาษีรถได้อย่างสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง 100% รถจักรยานยนต์อายุครบกี่ปี ต้องนำไปตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ก่อนเสียภาษี? เกณฑ์กฎหมาย: รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก) จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือสำนักงานขนส่ง เพื่อรับใบรับรองการตรวจสภาพรถ ก่อนจึงจะสามารถชำระภาษีรถประจำปีได้ วิธีนับอายุรถจักรยานยนต์จากเล่มทะเบียนรถ (นับจากวันจดทะเบียนครั้งแรก) การนับอายุรถให้นับจาก “วันจดทะเบียนครั้งแรก” ที่ระบุในใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) จนถึงวันสิ้นอายุภาษีประจำปีรอบปัจจุบัน เช่น จดทะเบียนวันที่ 10 กันยายน 2564 เมื่อถึงรอบต่อภาษีวันที่ 10 กันยายน 2569… Continue reading รถจักรยานยนต์ที่มีอายุครบกี่ปีต้องนำไปตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี?
พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ หรือประกันภัยภาคบังคับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คือเอกสารสำคัญที่สุดที่ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ทุกคนต้องจัดทำเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และใช้เป็นหลักฐานจำเป็นในการต่อภาษีรถประจำปี ซึ่งมีความสำคัญและเป็นไฟลท์บังคับตามกฎหมายเช่นเดียวกับการทำ พ.ร.บ. รถยนต์ สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวต่อ พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ และสงสัยว่า ต่อพรบรถจักรยานยนต์ ใช้อะไรบ้าง? ค่าเบี้ย พ.ร.บ. มอเตอร์ไซค์ ราคาเท่าไรตามขนาด ซีซี? และสามารถต่อ พ.ร.บ. ออนไลน์ได้ทันทีหรือไม่ บทความนี้สรุปทุกข้อมูลให้ครบถ้วนในที่เดียว เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้ในการต่อ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ การต่อ พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ในปัจจุบันสะดวกรวดเร็วมาก โดยเฉพาะการต่อออนไลน์ ใช้เอกสารเพียงไม่กี่อย่าง 1.ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มเขียว) หรือสำเนาหน้าทะเบียนรถ ใช้สำหรับดูข้อมูลสำคัญของรถ ได้แก่ หมายเลขทะเบียนรถ จังหวัดที่จดทะเบียน หมายเลขตัวถัง และขนาดเครื่องยนต์ (CC) 2. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ ใช้ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้เอาประกันภัย 3. ข้อมูลขนาดเครื่องยนต์ (CC) และเลขตัวถังรถ เพื่อใช้คำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย… Continue reading ต่อพรบรถจักรยานยนต์ ใช้อะไรบ้าง? เช็กเอกสาร ราคา พ.ร.บ. ตามซีซี และวิธีต่อออนไลน์