ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ รถเบนซ์กันทั้งนั้น แต่ราคารถเบนซ์ในปัจจุบันไม่มีทีท่าว่าจะถูกลงเลยขึ้นชื่อว่าระดับไฮเอนด์จากแบรนด์ชั้นนำ ไม่ว่าใครก็อยากได้รถเบนซ์มาขับขี่กันทั้งนั้น ทั้งเรื่องของดีไซน์และคุณภาพของตัวรถที่ถึงแม้รถจะแพงแต่รถก็มีคุณภาพที่ดี และใช้วัสดุที่ทนทาน แต่คุณรู้หรือไม่ในปัจจุบันคุณสามารถเป็นเจ้าของรถเบนซ์ในราคาไม่เกิน 1 ล้านต้น ๆ หรืออาจจะต่ำกว่านั้น ทั้งนี้จะเป็นรถเบนซ์มือสอง ที่ราคาจะไม่ถึงล้าน เพราะฉะนั้นแล้ว ใครที่กำลังมองหารถเบนซ์มือ 1 อาจจะได้ข้ามไปก่อน แต่ใครที่ต้องการรถเบนซ์ราคาไม่ถึง ล้าน รถเบนซ์มือสองสภาพดีมีให้คุณเลือกอย่างมากมาย
มาดูกันว่ามีรุ่นไหนบ้างที่คุณจะจับจองเป็นเจ้าของได้
พบกับ น้องเล็ก A-Class ใน Mercedes-Benz A180 มาพร้อมเทคโนโลยี DYNAMIC SELECT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ อาทิ ระบบเกียร์ ระบบกันสะเทือน พวงมาลัย หรือแม้กระทั่งระบบปรับอากาศห้องโดยสารจากปุ่มควบคุมเพียงปลายนิ้วสัมผัส โดยการตั้งค่าดังกล่าวมีให้เลือกด้วยกันถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Comfort, Sport, Eco และ Individual
ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน ความจุกระบอกสูบ 1,595 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 122 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิด 200 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,250 – 4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 8.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 202 กม./ชม
โดยราคามือสองตกอยู่ที่ประมาณ .799,000 บาท
Mercedes-Benz CLA180 เป็นรถ C-Class ที่วัยรุ่นชื่นชอบมาก เพราะเนื่องด้วยราคาและรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร สังเกตได้ง่าย
สำหรับความเเรงของ Mercedes-Benz CLA 180 ในเวอร์ชันล่าสุดนั้น มาพร้อมกับความแรงที่น่าสนใจของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ก้าวหน้าและล้ำสมัย การฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง การควบคุมวาล์วแบบปรับได้ และเทอร์โบชาร์จให้แรงบิดและ เอาท์พุทกำลังอันทรงประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น การสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง การปล่อยก๊าซ ไอเสียและระดับเสียงรบกวนกลับลดลงอย่างมาก ฟังก์ชันการสตาร์ต/หยุดแบบประหยัดพลังงาน จะมีอยู่ในเครื่องยนต์ทุกประเภทไม่ว่าท่านจะขับขี่ด้วยระบบเกียร์ชนิดใดก็ตาม โดยมันมีสเปกเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเเบบเเถวเรียง โดยมีความจุ 1,595 ซีซี โดยสามารถให้กำลังสูงสุดถึง 90 เเรงม้าที่ 5,000 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 18.2-19.2 กิโลเมตรต่อลิตร
โดยราคามือสองอยู่ที่ 849,000 บาท
Mercedes-Benz CLA250 เป็นรถซีดานคลาส CLA ชั้นเยี่ยมของ Mercedes-Benz ที่มีรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมความทนทานในการใช้งาน หนักแน่นทรงพลัง
มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิลขนาด 1,595 cc. แบบ 4 สูบ Turbo พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ กำลังเครื่องยนต์ 156 แรงม้า (115 กิโลวัตต์) ที่ 5,300 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,200 – 4,000 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. เท่ากับ 7.9 วินาทีความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะแบบ 7G-DCT
ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ 985,000 บาท
รถ SUV ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยของ Mercedes-Benz GLA 200 ติดตั้งระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist, เซ็นเซอร์ช่วยจอด PARKTRONIC, กล้องแสดงภาพด้านหลัง Reversing Camera, ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ATTENTION ASSIST, ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA, ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน Adaptive Brake Light และระบบ Cruise Control พร้อมระบบจำกัดความเร็ว SPEEDTRONIC เป็นต้น
Mercedes-Benz GLA 200 ใหม่ ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเทอร์โบ ความจุ 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-DCT สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กม./ชม.
ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ 998,000 บาท
ทั้งหมดนี้ก็เป็นรุ่นของรถเบนซ์มือสองที่ราคาไม่ถึง 1,000,000 ที่คุณสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ แม้จะเป็นรถมือสองแต่คุณภาพของรถเบนซ์ถือว่าสูงและใช้งานได้ดี สามารถนำมาใช้ในระยะยาวได้ แต่ข้อควรระวังของรถมือสองโดยเฉพาะรถเบนซ์คือค่าบำรุงรักษา ที่แพงกว่ารถทั่วไปเพราะอะไหล่ของรถเบนซ์มีราคาที่แพงเมื่อเทียบกับรถทั่วไป ทำให้การบำรุงรักษาอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นเดียวกัน
เมื่อคุณได้รถแล้วอย่าลืมทำประกันรถยนต์กับทาง insurverse ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือรถมือสองเราก็พร้อมที่จะมีแผนประกันสำหรับรถทุกรุ่นทุกแบบทุกคันให้คุณได้เลือก พร้อมแผนประกันที่คุณเป็นคนกำหนดเอง และจ่ายเบี้ยประกันตามแผนที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1, 2 หรือ 3 ทำประกันรถยนต์นอกจากจะได้รับความคุ้มครองตัวคนขับและรถของคุณ คุณยังจะได้รับความอุ่นใจและความสบายใจในการขับขี่บนท้องถนน ไม่ว่าไปที่ไหนก็ไร้กังวลหากมีประกันรถยนต์ติดตัวไปด้วย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เมื่อเปิดดูตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของตนเอง หลายคนอาจเคยสะดุดตากับคำว่า “ร.ย.03” ในหมวดความคุ้มครองเพิ่มเติม และเกิดคำถามว่า รย.03 คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อผู้ขับขี่ หรือบางคนอาจกำลังสับสนระหว่างรหัสในเอกสารประกันภัยกับรหัสประเภทรถของกรมการขนส่งทางบก บทความนี้จะมาไขคำตอบให้ชัดเจน เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิประโยชน์และใช้ความคุ้มครองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รย.03 คืออะไร ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์? ในแวดวงประกันภัย ร.ย.03 (หรือ รย.03) คือ รหัสมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดให้เป็น “เอกสารแนบท้ายสัญญาประกันภัยรถยนต์ว่าด้วยการประกันตัวผู้ขับขี่ (Driver’s Bail Bond)” ความคุ้มครองนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ในกรณีที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนจนเป็นเหตุให้คู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิต ซึ่งพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะต้องดำเนินคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยบริษัทประกันภัยจะทำหน้าที่นำหลักทรัพย์หรือหนังสือรับรองไปวางเป็นหลักประกันในการขอประกันตัวผู้ขับขี่ออกมาสู้คดีในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือชั้นศาล สาระสำคัญของเอกสารแนบท้าย ร.ย.03: คุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่อย่างไร เงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครองของ ร.ย.03 มีรายละเอียดสำคัญที่ผู้ขับขี่ควรรู้ดังนี้: เปรียบเทียบเอกสารแนบท้าย ร.ย.01, ร.ย.02 และ ร.ย.03 แตกต่างกันอย่างไร? เอกสารแนบท้ายมาตรฐาน คปภ. ที่พบได้บ่อยในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ ได้แก่: อย่าจำสับสน! ร.ย.03 (ประกันภัย)… Continue reading รย.03 คืออะไร เจาะลึกเอกสารแนบท้ายประกันภัยรถยนต์ คุ้มครองประกันตัวผู้ขับขี่อย่างไร
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน