รถยนต์ ก็เหมือนร่างกายของมนุษย์นั่นแหละ ที่มีสภาพเสื่อมโทรมลง และต้องดูแลรักษา ต้องหมั่นดูแลทั้งภายในและภายนอกให้ใช้งานได้ดีอยู่เสอม จึงต้องมีวันเวลาที่จะต้องไปตรวจสภาพรถยนต์เกิดขึ้น ตรงไหนพัง ตรงไหนต้องซ่อม ก็จะได้รีบดำเนินการทันที เพราะรถยิ่งใช้ไปนานๆ แล้วไม่ได้ผ่านการตรวจสภาพรถ ก็ย่อมสึกหรอไปตามกาลเวลา ถ้าจะให้ดี มีประกันรถยนต์พ่วงไว้ด้วย ก็ช่วยคุ้มครองได้เยอะ
สำหรับการนำรถยนต์ไปตรวจสภาพรถ สามารถทำได้ เมื่อต้องนำไปต่อภาษีรถยนต์ ตามกฎของกระทรวงตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระบุว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป หมายความว่า ต้องนำไปตรวจสภาพรถ ตอนรถใช้งานมาแล้วครบ 7 ปี ซึ่งโดยปกติ ภาษีรถยนต์ต้องต่อกันทุกปี และต้องนำไปตรวจสภาพรถยนต์เสียก่อน ถึงจะยื่นต่อภาษีได้ นอกจากการตรวจสภาพรถ จะใช้เพื่อต่อภาษีแล้ว ยังดีต่อความปลอดภัยอีกด้วย รถใช้มานาน ถ้าอุปกรณ์ อะไหล่ ข้างในมีความเสียหาย ก็จะได้เปลี่ยนทันเวลา นำไปซ่อมบำรุง เพื่อให้ยืดระยะการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุด้วย
ข้อดีอีกอย่างของการตรวจสภาพรถ คือเมื่อต้องซื้อประกันรถยนต์ หากรถผ่านการใช้งานมานาน ยังไงบริษัทประกัน ก็ต้องขอให้เรานำรถไปตรวจสภาพก่อนอยู่แล้ว จึงทำให้สะดวกต่อการทำประกันรถยนต์อย่างมาก ยิ่งได้ตรวจสภาพรถ และมีประกันรถยนต์ด้วย ยิ่งทำให้ขับรถได้สบายใจมากขึ้น
การตรวจสภาพรถนั้น สามารถนำไปตรวจได้ 2 แห่ง คือ
มีครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ สามารถนำไปตรวจสภาพได้ใกล้บ้าน ไม่ต้องรอคิวนาน สะดวกสบาย ราคาตรวจสภาพรถต่อครั้ง จะขึ้นอยู่กับสภาพที่แตกต่างกันออกไป เริ่มที่ 200-300 บาท บางที่ก็อาจจะแพงกว่านั้น ตรวจเสร็จก็นำไปยื่นต่อภาษีได้เลย
แต่ละจังหวัดจะมีสำนักงานอยู่ไม่มาก ต้องรอคิวกันหน่อย สามารถนำรถเข้าไปติดต่อ เพื่อตรวจสภาพรถได้ โดยรถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150บาท รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท แต่การจะมาตรวจสภาพรถที่กรมการขนส่งทางบก จะมีเงื่อนไขคือ รับตรวจสภาพรถที่ขาดการต่อภาษีมากกว่า 1 ปีขึ้นไป หรือรถที่ไม่สามารถไปตรวจที่ตรอ.ได้ เช่น รถที่มีการดัดแปลงตัวรถ ดัดแปลงสี เป็นต้น
เมื่อเลือกสถานที่ตรวจสภาพรถแล้ว ก็ต้องเตรียมหลักฐานการตรวจสภาพรถ ได้แก่ รถยนต์ที่ต้องตรวจสภาพ ใบคู่มือหรือสมุดทะเบียนรถ เมื่อตรวจผ่านเกณฑ์ เราก็จะใบรับรองการตรวจสภาพ เพื่อนำไปใช้ยื่นต่อภาษีรถยนต์ หรือทำประกันรถยนต์ต่อไปได้
รู้แบบนี้แล้ว ต้องไปดูกันนะ ว่าใช้รถยนต์กันไปยาวนานถึง 7 ปีหรือยัง ถ้าถึงแล้ว ก็พร้อมสู่การตรวจสภาพรถได้ และหากใครต้องการต่อประกันรถยนต์ ก็มีให้เลือกประกันประเภท 1, 2+, 2, 3+ และ 3 แต่ละแบบจะได้รับความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป ตามพฤติกรรมการใช้งานรถ แต่ก่อนจะซื้อประกันรถยนต์ ก็ต้องเช็คราคาประกันรถยนต์ให้ดีก่อน เพื่อจะเลือกได้ว่าประกันรถยนต์ไหน เหมาะกับเรามากที่สุด
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
อุบัติเหตุ “รถชนคน” แค่คิดก็หนักใจ ทั้งความกังวลเรื่องชีวิตผู้บาดเจ็บ และความรับผิดชอบที่ตามมา คำถามที่ตามมาทันทีคือ ประกัน 2+ จะช่วยได้แค่ไหน บทความนี้จะพาไล่ดูให้ชัดว่าเคลมได้หรือไม่ ใครได้รับการคุ้มครอง และคุณควรทำอะไรเป็นลำดับแรกเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเจอ
หลายคนเลือกทำประกันชั้น 2+ เพราะอยากได้ความคุ้มครองที่พอดีกับงบ แต่พอถึงเวลาต้องเลือก “ซ่อมศูนย์หรือซ่อมอู่” กลับรู้สึกลังเลทันที เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่คือความมั่นใจหลังรถเกิดอุบัติเหตุ บทความนี้จะพาคุณไล่ดูความแตกต่างแบบชัดเจน ระหว่างประกันชั้น 2+ ซ่อมศูนย์ (ซ่อมห้าง) หรือประกันชั้น 2+ ซ่อมอู่ เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างสบายใจ ว่าทางเลือกไหนเหมาะกับรถและความคาดหวังของคุณจริง ๆ
กระจกรถแตกเคลมประกันได้ไหม ขับรถดี ๆ อยู่ จู่ ๆ หินกระเด็นใส่กระจกรถ เคลมประกันได้ไหม? กระจกหน้ารถจนร้าว ประกันชั้น 2+ จะเคลมได้หรือเปล่า? บทความนี้จะอธิบายเงื่อนไขให้ชัด ว่าแบบไหนเคลมได้ แบบไหนต้องจ่ายเอง