เมื่อนึกถึงการดูแลสีรถยนต์ การเคลือบแก้วรถยนต์ น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถหลายคนได้ยินกันบ่อย แต่อาจจะยังไม่รู้ถึงข้อดี และข้อเสียของวิธีนี้กันมากนัก อีกทั้งยังมีการเคลือบเซรามิก ที่ไม่รู้ว่าแตกต่างกันอย่างไรกับเคลือบแก้วด้วยแล้ว ยิ่งอาจเกิดความสับสน และไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรดี เดี๋ยววันนี้ insurverse เราจะพาไปเจาะลึกถึงเรื่องเคลือบแก้วรถยนต์ว่าดีไหมให้เอง
การเคลือบแก้วรถยนต์ คือ การเพิ่มชั้นเคลือบผิวให้กับตัวถังรถโดยใช้สาร Silicon Dioxide (SiO2) หรือที่เรียกว่าซิลิกา ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตแก้ว วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความหนาให้กับชั้นสีของรถ โดยมีระดับความหนาแตกต่างกันไปตั้งแต่ระดับ 1H ถึง 9H ซึ่งยิ่งตัวเลขมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความแข็งแรง และทนทานมากขึ้นเท่านั้น การเคลือบแก้วรถยนต์ จึงไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องชั้นผิวรถจากรังสี UV ฝุ่นละออง และมลภาวะต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ดีอีกด้วย
ผู้ใช้รถหลายคนอาจสงสัยกันว่า การเคลือบแก้วรถยนต์จำเป็นหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับผู้จอดรถในบ้าน หรือมีที่จอดภายใต้อาคารประจำ การล้างเคลือบสีธรรมดาก็อาจจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับคนที่จอดรถกลางแจ้งอยู่เป็นประจำ การเคลือบแก้วรถยนต์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยปกป้องสีรถไม่ซีดจางไวกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาขายในอนาคตได้ แต่อย่าลืมว่าราคาในการเคลือบแก้วรถยนต์นั้นก็สูงพอตัว เราจึงมักพบเห็นคนกลุ่มคนที่รักรถมาก ๆ เท่านั้น ที่จะใช้วิธีนี้ในการดูแลสีรถเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต่างจากการทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เลยทีเดียว
การเคลือบแก้วรถยนต์มีด้วยกัน 2 วิธีหลัก ๆ ได้แก่
แม้ว่าการเคลือบแก้ว และเคลือบเซรามิก จะมีจุดประสงค์คล้ายกันในการปกป้องผิวรถ แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลาย ๆ จุด ดังนี้
เมื่อรู้กันไปแล้วว่า เคลือบแก้วรถยนต์ทำได้กี่วิธี และมีความแตกต่างกับเคลือบเซรามิกอย่างไร ทีนี้เรามาดูกันต่อที่ข้อดี และข้อเสียของการเคลือบแก้วกันบ้างว่า มีอะไรที่ต้องพิจารณาก่อนคิดจะทำไหม
ราคาการเคลือบแก้วรถยนต์นั้นมีความหลากหลาย และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาดของรถ คุณภาพของน้ำยาที่ใช้ และผู้ให้บริการ โดยทั่วไปราคาอาจอยู่ที่ระหว่าง 7,000 – 60,000 บาท ซึ่งอาจดูเป็นเงินจำนวนที่มาก แต่หากคำนึงถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน และประโยชน์ที่ได้รับ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าสำหรับผู้ใช้รถหลายคน
แม้ว่ารถที่เคลือบแก้วจะมีการป้องกันที่ดี แต่ก็ยังต้องการการดูแลรักษาที่เหมาะสม เพื่อยืดอายุของน้ำยาที่เคลือบให้อยู่ได้นานที่สุด ซึ่งวิธีในการดูแลทั้งหมด จะมีดังนี้
ผู้ใช้รถน่าจะเข้าใจกันแล้วใช่ไหมว่า การเคลือบแก้วรถยนต์นั้นดีไหม และควรลงทุนทำเพื่อดูแลรถหรือเปล่า เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เราได้นำข้อมูลมาฝากกันในวันนี้ นอกจากเรื่องของการเคลือบสีที่ใช้ในการดูแลรถแล้ว การทำประกันภัยรถยนต์ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ ซึ่งหากไม่อยากจ่ายแพงเพราะไม่ใช่รถป้ายแดง ก็สามารถเลือกทำประกันชั้น 2+ เพื่อแบ่งงบไปทำการเคลือบแก้วรถได้เช่นกัน จะได้ปกป้องรถแบบรอบด้านกันไปเลย และถ้ายังไม่รู้จะทำประกันรถยนต์ที่ไหน ต้องที่ insurverse เราเท่านั้น ที่เป็นประกันออนไลน์เจ้าแรกในไทย ที่ปรับแต่งกรมธรรม์ได้ตามต้องการ ตอบโจทย์คนอยากประหยัดค่าเบี้ยประกัน และได้ความคุ้มครองที่ตรงจุดที่สุด
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง