รู้กันหรือเปล่าว่า รถไม่ค่อยได้ขับ ก็มีความเสี่ยงที่พังไม่ต่างจากรถที่ใช้งานทุกวันเหมือนกัน หลายคนอาจจะคิดแค่ว่า รถที่ใช้งานเครื่องยนต์อย่างหนักหน่วงทุกวัน จะต้องเกิดการสึกหรอ และพังได้ง่ายกว่า นั่นก็ไม่ผิดซะทีเดียว แต่สำหรับรถสายจอดก็มีความเสี่ยงที่จะพัง หรือใช้งานไม่ได้พอ ๆ กัน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี วันนี้เราจะพามาดูปัญหาที่มักพบได้บ่อยกับรถสายจอด พร้อมบอกวิธีดูแล และไขข้อสงสัยให้กับคนใช้รถที่ไม่ค่อยได้ขับ ว่าควรทำประกันชั้นดี
สำหรับปัญหาที่พบได้บ่อยมากที่สุดในรถไม่ค่อยได้ขับ ก็คือปัญหาในเรื่องของเหลวที่ต้องระวังให้มากที่สุด เพราะอาจจะเกิดการเสื่อมสภาพ และอาจทำลายเครื่องยนต์เอาได้ ส่วนอื่น ๆ ที่รองลงมาจะเป็นในเรื่องของแบตเตอรี่ ลมยาง และระบบกรองอากาศของรถ ที่ต้องหมั่นตรวจเช็กกันเสียหน่อยเท่านั้น โดยจะแบ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากที่สุด ดังนี้
เมื่อเราเป็นนักขับสายจอด รถไม่ค่อยได้ขับไปไหนมากนัก การหมั่นตรวจเช็กสภาพรถบ้างนาน ๆ ครั้ง เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด ส่วนวิธีในการดูแลนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด มีเพียงแค่ไม่กี่จุดที่ต้องหมั่นเช็กอยู่บ้าง เรามาดูกันดีกว่าว่าต้องไล่ดูตรงไหนบ้าง
อาการที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับรถไม่ค่อยได้ขับ ก็คือสตาร์ทไม่ติด จึงจำเป็นอย่างมากที่ควรจะต้องสตาร์ทรถทิ้งไว้บ้าง 5 – 10 นาทีเป็นอย่างน้อย สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งก็พอ หากไม่ได้ใช้งานจริง ๆ ในสัปดาห์นั้น เพื่อป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ รวมไปถึงน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจมีการระเหยของค่าออกเทนออกไป และเกิดสิ่งสกปรกขึ้นได้ง่าย
การหมั่นตรวจเช็กแบตเตอรี่รถไม่ค่อยได้ขับ เป็นอีกจุดที่เกี่ยวเนื่องกันกับอาการสตาร์ทไม่ติด ซึ่งโดยปกติแล้ว แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานราว 1.5 – 2 ปี หรืออาจจะแล้วแต่ชนิดของแบตเตอรี่ แต่การจอดทิ้งไว้นานโดยไม่สตาร์ทรถเลย จะยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วมากกว่าเดิม จากการคายประจุไฟฟ้าออกมาตลอดเวลาในช่วงที่ไม่ได้ขับ จึงควรถอดขั้วแบตเตอรี่ออกหากไม่ได้ใช้งานจริง ๆ
อีกหนึ่งจุดสำคัญของรถไม่ค่อยได้ขับ ก็คือการตรวจเช็กของเหลวภายในทุกอย่างให้อยู่ในสภาพปกติพร้อมใช้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเชื้อเพลิง หรือแม้แต่น้ำหล่อเย็น และจุดอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ล้วนเป็นจุดสำคัญที่หากดูแลไม่ดี ก็อาจจะทำให้เครื่องยนต์เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเอาได้
เรื่องที่ดูเล็ก ๆ สำหรับรถไม่ค่อยได้ขับ แต่เป็นอีกปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม คือการล้างทำความสะอาดรถ รวมไปถึงการดูดฝุ่นภายในให้สะอาด เพราะต้องไม่ลืมว่ากรองแอร์ และส่วนอื่น ๆ ภายในอาจจะเกิดการหมักหมม หรืออุดตันได้เหมือนกัน ซึ่งอาจจะทำพัดลมแอร์ หรือระบบการทำงานส่วนอื่น ๆ เกิดการชำรุดได้เช่นกัน
ต้องไม่ลืมว่าลมยางนั้นมีการรั่วซึมอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นรถไม่ค่อยได้ขับก็ตาม จึงไม่ควรปล่อยให้ลมยางรั่วจนแบนแล้วค่อยทำการเติม แต่ควรนำรถออกไปขับ และเติมลมยางเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ พร้อมกับการเช็กอาการรถไปในตัว หรือหากไม่มีเวลาจริง ๆ ก็ควรขับเดินหน้า หรือถอยหลังบ้างในบริเวณที่จอด เพื่อเปลี่ยนจุดกดทับไม่ให้ยางแบนเร็วกว่าเดิม
เพราะรถไม่ค่อยได้ขับ จะเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นานาชนิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นงู แมว หรือหนู ที่มักจะเข้ามากัดแทะสายไฟจนพัง จึงเป็นอีกจุดที่จะต้องตรวจเช็กเป็นประจำ ซึ่งแก้ได้ง่าย ๆ ก็คือการหมั่นสตาร์ทรถให้มีเสียงเครื่องยนต์บ้าง หรือนำออกไปขับบ้าง เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีสัตว์ตัวเล็ก ๆ มาวุ่นวายภายในห้องเครื่องอีกเลย
จุดสุดท้ายที่อาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับรถไม่ค่อยได้ขับ แต่อย่าลืมว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะต้องนำรถออกไปใช้ การมีประกันภัยติดรถไว้ ก็ยังเป็นความอุ่นใจที่ไม่ควรมองข้าม ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้ใช้งานรถสักเท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำประกันชั้น 2+ หรือประกันรถราคาถูกประเภทอื่นไว้เหมือนกัน เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อย่างน้อยเราก็ยังได้รับความคุ้มครอง โดยไม่ต้องเสียเงินจนกระเป๋าฉีก
รถไม่ค่อยได้ขับ ควรทำประกันชั้นไหนดีให้ได้รับความคุ้มครองอยู่บ้าง เมื่อต้องขับออกไปใช้งาน สามารถทำประกันชั้น 2+ ได้เลย เพราะมีความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ไม่ต่างจากประกันชั้น 1 แต่มีค่าเบี้ยประกันที่ถูกลง พร้อมทั้งยังได้รับความคุ้มครองในการชนแบบมีคู่กรณี รวมไปถึงการโดนโจรกรรม และรถไฟไหม้ร่วมด้วย แต่หากใครเป็นสายจอดยาว ๆ และต้องการความคุ้มครองแค่ในกรณีรถชนเพียงเท่านั้น ประกันชั้น 3+ ก็ตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน
สำหรับใครที่มีรถไม่ค่อยได้ขับ หรือมีรถหลายคันไว้ใช้งาน จนบางครั้งก็ไม่ได้มีเวลามานั่งดูแล และคิดว่าการจอดทิ้งไว้ภายในบ้านก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะต้องเปลี่ยนความคิดกันอย่างด่วน ๆ เลย เพราะอย่างที่เราได้บอกกันไปแล้ว ว่าการจอดทิ้งไว้ก็มีโอกาสพังได้เหมือนกัน แถมวิธีในการดูแลตรวจเช็กก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใครที่พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง อย่าลืมออกไปตรวจดูสภาพรถตามที่เราแนะนำกันไป เพราะอย่างน้อย ๆ ก็จะเป็นการช่วยประหยัดเงินในการดูแลพอสมควร เมื่อเทียบกับการปล่อยให้รถพังแล้วต้องสไลด์ออกไปหาอู่ซ่อม
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เมื่อเปิดดูตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของตนเอง หลายคนอาจเคยสะดุดตากับคำว่า “ร.ย.03” ในหมวดความคุ้มครองเพิ่มเติม และเกิดคำถามว่า รย.03 คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อผู้ขับขี่ หรือบางคนอาจกำลังสับสนระหว่างรหัสในเอกสารประกันภัยกับรหัสประเภทรถของกรมการขนส่งทางบก บทความนี้จะมาไขคำตอบให้ชัดเจน เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิประโยชน์และใช้ความคุ้มครองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รย.03 คืออะไร ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์? ในแวดวงประกันภัย ร.ย.03 (หรือ รย.03) คือ รหัสมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดให้เป็น “เอกสารแนบท้ายสัญญาประกันภัยรถยนต์ว่าด้วยการประกันตัวผู้ขับขี่ (Driver’s Bail Bond)” ความคุ้มครองนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่ที่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ในกรณีที่ขับรถเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนจนเป็นเหตุให้คู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิต ซึ่งพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) จะต้องดำเนินคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยบริษัทประกันภัยจะทำหน้าที่นำหลักทรัพย์หรือหนังสือรับรองไปวางเป็นหลักประกันในการขอประกันตัวผู้ขับขี่ออกมาสู้คดีในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือชั้นศาล สาระสำคัญของเอกสารแนบท้าย ร.ย.03: คุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่อย่างไร เงื่อนไขและขอบเขตความคุ้มครองของ ร.ย.03 มีรายละเอียดสำคัญที่ผู้ขับขี่ควรรู้ดังนี้: เปรียบเทียบเอกสารแนบท้าย ร.ย.01, ร.ย.02 และ ร.ย.03 แตกต่างกันอย่างไร? เอกสารแนบท้ายมาตรฐาน คปภ. ที่พบได้บ่อยในกรมธรรม์ภาคสมัครใจ ได้แก่: อย่าจำสับสน! ร.ย.03 (ประกันภัย)… Continue reading รย.03 คืออะไร เจาะลึกเอกสารแนบท้ายประกันภัยรถยนต์ คุ้มครองประกันตัวผู้ขับขี่อย่างไร
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน