รถยนต์ทุกคัน มีค่าใช้จ่าย มีภาษีรถยนต์ที่ต้องต่อทุกปี เมื่อเราจ่ายภาษีรถยนต์เรียบร้อยแล้ว จะได้รับป้ายรับรองการต่อทะเบียนรถ ที่ใช้ยืนยันว่าใช้รถบนท้องถนนได้อย่างถูกต้อง และจะมีวันระบุภาษีรถยนต์ที่ต้องต่อในครั้งถัดไป ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้ต่อภาษีรถยนต์ตามระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าขาดการต่อภาษี หรือทะเบียนขาดนั่นเอง
สิ่งที่ทุกคนต้องรู้คือ อย่าให้ขาดต่อภาษีรถยนต์เกิน 3 ปีเด็ดขาด อย่างน้อย เจ้าของรถต้องสังเกตวันที่ต้องต่อในปีถัดไป ควรต่อก่อนกำหนดไม่เกิน 90 วัน แต่หากเกิน ให้รีบต่อทันที จะได้ไม่ถูกปรับ หากรถขาดการต่อภาษีรถยนต์ไม่เกิน 3 ปี รถจะยังซื้อขายได้ แต่ผู้ซื้อรถ ต้องนำไปต่อทะเบียนเอง หรือถ้าจะนำไปทำธุรกรรมประเภทอื่น ก็ต้องต่อภาษีรถยนต์ให้เรียบร้อยก่อน
💚ทริคดีๆ💚 : คํานวณภาษีรถยนต์ด้วยตัวเองได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก ครอบคลุมรถส่วนบุคคลทุกประเภทไม่ต้องเสียเวลาคำนวณเอง💚
แน่นอนว่า การขาดต่อภาษีรถยนต์เกิน 3 ปี จะมีผลเสียตามมา โดยหากไม่ยอมต่อภาษี สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ
เท่ากับว่า แค่โดน 2 อย่างนี้ ก็จะใช้รถไม่ได้เลย ต้องดำเนินการขอทะเบียนรถใหม่ทั้งหมด พร้อมจ่ายภาษีรถยนต์ย้อนหลัง 3 ปีอีกด้วย
รถแจ้งจอด หมายถึง หยุดใช้รถคันนี้ชั่วคราวหรือถาวร เพื่อหยุดเสียภาษีรถยนต์ แต่ยังคงสิทธิ์ในการนำรถกลับมาใช้ได้ในอนาคตได้
การนับทะเบียนรถขาดเกิน 3 ปี จะนับตั้งแต่วันสิ้นสุดอายุ โดยคุณสามารถดูได้จากป้ายสี่เหลี่ยมภาษีรถยนต์หรือป้ายวงกลมค่ะ ให้ดูจากวันที่ระบุในป้ายตรงส่วนวันสิ้นอายุหรือดูจากสมุดคู่มือทะเบียนรถค่ะ หากสิ้นสุดปีพ.ศ.ใด ก็ให้นับจากปีพ.ศ.นั้นไป 3 ปี เช่น ป้ายหมดอายุ ตุลาคม 2567 ก็จะหมดอายุ ตุลาคม 2570 ให้รีบไปต่ออายุก่อนที่ทะเบียนรถจะขาด อย่าให้ภาษีรถยนต์ขาด เกิน 3 ปี จะทำให้เสียค่าปรับโดยใช่เหตุ
ถ้าใครปล่อยให้ภาษีรถยนต์ขาด เกิน 3 ปี จะต้องดำเนินการส่งป้ายทะเบียนคืนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ถูกระงับป้ายทะเบียน ถ้าทะเบียนขาดแล้วยังฝ่าฝืนนำรถมาใช้นะคะ หากเจอด่านตรวจขึ้นมาทะเบียนรถขาดจะเสียค่าปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้หากปล่อยขาดเกิน 3 ปี ไม่เพียงแต่จะเสียค่าปรับทะเบียนรถขาดเพียงอย่างเดียว คุณจะต้องจ่ายภาษีรถยนต์ก่อนหน้าพร้อมค่าปรับสำหรับทะเบียนรถขาด เกิน 3 ปี อีกด้วยและต้องเสียเวลามาจัดการทำป้ายทะเบียนใหม่และเริ่มต้นขั้นตอนการยื่นขอเลขทะเบียนใหม่ทั้งหมด ทำให้ต้องจ่ายเงินค่าแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ใหม่อีกด้วยค่ะ ดังนั้นภาษีรถยนต์ขาด เกิน 3 ปี เสียเท่าไหร่? ก็จะมีค่าใช้จ่ายจุกจิกเกิดขึ้นเยอะกว่าที่คิดเลยค่ะ อย่างน้อยๆ ก็ค่าธรรมเนียมเกือบ 600 บาทแล้วค่ะ
ก่อนอื่น จะต้องทำการคืนป้ายทะเบียนและสมุดคู่มือไปให้ทางราชการในเขตพื้นที่ที่รถจดทะเบียน เพื่อทำการบันทึกการระงับทะเบียนภายใน 30 วัน หากไม่นำมาแจ้ง ก็จะต้องถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท และต้องแจ้งจดทะเบียนใหม่ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมและค่าปรับต่างๆดังนี้
ผลจากการขาดการต่อภาษีรถยนต์เกิน 3 ปี ทำให้ใช้ป้ายทะเบียนเดิมไม่ได้แล้ว ก็ต้องมาดำเนินเรื่องกันใหม่ทั้งหมด โดยมีขั้นตอนดังนี้
สำหรับหลักฐานที่ต้องใช้ ได้แก่
หากขาดการต่อภาษีรถยนต์ไปเกิน 3 ปี นอกจากโดนปรับชำระเงินย้อนหลังแล้ว ยังต้องมานั่งทำการจดทะเบียนใหม่อีก แต่หากดำเนินการเสร็จสิ้น จะมีประกันรถยนต์ชั้น 1 ต่อไว้ด้วย ก็สามารถทำได้ เพื่อความอุ่นใจ กับการคุ้มครองของประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ครอบคลุมทุกกรณี และต่อไปนี้ อย่าลืมต่อภาษีรถยนต์กันนะทุกคน
ภาษีรถยนต์ขาด เกิน 3 ปี เสียเท่าไหร่? แล้วทะเบียนขาดเกิน 3 ปี ใช้เลขเดิมได้ไหม? ในส่วนนี้หากทะเบียนขาดไปแล้วจะไม่สามารถใช้เลขทะเบียนเดิมได้แล้วค่ะ ต้องดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น เดินทางไปที่กรมการขนส่งทางบก, เสียค่าปรับทะเบียนรถขาด, จากนั้นยื่นเรื่องขอจดเลขทะเบียนใหม่และต้องตรวจสภาพรถใหม่ทั้งหมด ถึงจะต่อทะเบียนรถขาด เกิน 3 ปี ใหม่กับนายทะเบียนได้ หากไม่อยากเปลี่ยนเลขทะเบียนใหม่ อยากใช้เลขทะเบียนเดิม ต้องห้ามละเลยจ่ายภาษีรถยนต์เป็นประจำทุกปีด้วยนะคะ
ภาษีรถยนต์ขาด เกิน 3 ปี เสียเท่าไหร่? รถทะเบียนขาด 3 ปี ยังต่อได้อยู่ไหม? วันนี้มีคำตอบให้ค่ะ ถ้าหากทะเบียนรถขาดเกิน 2 ปีแต่ไม่ถึง 3 ปี ยังสามารถต่อได้แน่นอน อาจจะต้องเสียค่าปรับต่างๆ ย้อนหลังบ้าง แต่สำหรับการต่อทะเบียนรถขาด เกิน 3 ปี ไปแล้วนั้น ถ้าได้รับใบระงับและถูกสั่งแจ้งจอดจะไม่สามารถต่อภาษีรถได้แล้วค่ะ จะต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนยื่นขอจดทะเบียนใหม่ที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อตรวจสภาพรถใหม่และจัดการขอทำทะเบียนรถใหม่ค่ะ นอกจากนี้ยังมีอีก 1 กรณีที่หลายๆ คนสงสัยว่าภาษีรถยนต์ขาด เกิน 3 ปี เสียเท่าไหร่? ทะเบียนขาดยังสามารถโอนรถยนต์ได้ไหม? คำตอบคือ คนขายรถยังสามารถโอนรถได้ตามปกติค่ะ แต่ผู้ซื้อรถจะต้องดำเนินการเรื่องต่อทะเบียนรถยนต์ขาดให้เรียบร้อยพร้อมกับจ่ายค่าภาษีรถย้อนหลัง ก่อนนำรถไปใช้งานเท่านั้นค่ะ
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ประกันวินาศภัย คือ การทำสัญญาประกันภัยรูปแบบหนึ่ง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน ซึ่งสามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ (โดยไม่รวมถึงการประกันชีวิต) หลักการทำงานคือ ผู้เอาประกันภัย ตกลงจ่ายเงินค่า เบี้ยประกัน ให้กับ ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกัน) และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ทรัพย์สินเสียหายตามที่ระบุไว้ใน กรมธรรม์ ทางบริษัทประกันจะทำการจ่าย ค่าสินไหมทดแทน เพื่อเยียวยาความเสียหายนั้นๆ ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุมากที่สุด การทำประกันวินาศภัยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าทรัพย์สินที่มีค่าจะได้รับ ความคุ้มครอง อย่างเต็มที่ ประกันวินาศภัย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่า ประกันวินาศภัย มีอะไรบ้าง ตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่ง ประกันวินาศภัย 4 ประเภท หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้: 1.ประกันอัคคีภัย (Fire Insurance) ประกันอัคคีภัย เป็นรูปแบบการคุ้มครองทรัพย์สินประเภทสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือน รวมถึงทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคาร จากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า หรือภัยระเบิด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มเติมได้ (เช่น น้ำท่วม ลมพายุ) สำหรับใครที่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง การเลือกทำ ประกันบ้านและคอนโด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า… Continue reading ประกันวินาศภัย คืออะไร? สิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องทรัพย์สินของคุณ
เวลาที่เรากำลังจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ หลายคนมักจะเจอคำศัพท์ประกันภัยที่ชวนสับสน หนึ่งในนั้นคือคำว่า “Deductible” หรือ ค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเบี้ยประกันรายปีของเราถูกลงได้อย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่า Deductible คืออะไร ต้องจ่ายตอนไหน และต่างจากค่า Excess อย่างไร เพื่อให้คุณเลือกแผนกรมธรรม์ได้คุ้มค่าที่สุด Key Takeaways ความหมายของ ค่า Deductible (ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ) ค่า Deductible (อ่านว่า ดีดักทิเบิล) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ คือ จำนวนเงินแรกที่คุณตกลงกับบริษัทประกันภัยว่าจะรับผิดชอบจ่ายเองในแต่ละครั้งที่มีการเคลมประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น คุณเป็น “ฝ่ายผิด” หรือ “ไม่มีคู่กรณี” การระบุค่า Deductible ไว้ในกรมธรรม์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เอาประกันประหยัดเงินค่าเบี้ยประกันรายปีได้มาก เพราะบริษัทประกันจะนำจำนวนเงิน Deductible ที่คุณเลือก ไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันตอนซื้อนั่นเอง นอกจากการทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ผู้ขับขี่ต้องไม่ลืมต่ออายุพ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อรับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นตามกฎหมายด้วย Deductible กับ Excess แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่สับสนเวลาเคลมประกัน เราขอสรุปความแตกต่างของค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบ… Continue reading Deductible คืออะไร? สิ่งที่คนมีรถต้องรู้ก่อนซื้อประกัน
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง