หม้อน้ำรั่ว ความร้อนขึ้น หนึ่งในปัญหาชวนปวดหัว ที่ผู้ใช้รถหลายคนต้องเคยเจอ แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เจ้าปัญหาหม้อน้ำรั่ว เกิดจากอะไร และอาการแบบไหนที่ต้องคอยระวัง เพราะเป็นสัญญาณเตือนก่อนรถพัง จนต้องโทรเรียกประกันภัยรถยนต์เลยก็ได้ วันนี้ insurverse จะมาพาไปเจาะลึกปัญหานี้ให้เอง
หม้อน้ำรั่ว เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การสึกหรอตามอายุใช้งาน ฝาหม้อน้ำเสื่อมสภาพ การโดนกระแทกอย่างแรงจากการชน หรือแม้แต่การใช้น้ำหล่อเย็นไม่ตรงรุ่น ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้เช่นกัน
หม้อน้ำรถยนต์ มีหน้าที่ในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ที่มีอุณหภูมิสูงจากการเผาไหม้ ผ่านการใช้น้ำหล่อเย็นดึงเอาความร้อนจากโพรงผนังเสื้อสูบลงมาด้านล่าง และระบายความร้อนด้วยพัดลมหม้อน้ำ ที่ทำหน้าที่ดูดอากาศจากด้านหน้ารถเข้ามา เพื่อถ่ายเทความร้อนออกไปผ่านครีบหม้อน้ำ โดยจะทำงานวนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้อุณหภูมิเครื่องยนต์ไม่สูงจนเกินไป
เมื่อรู้กันไปแล้วว่าหม้อน้ำรั่ว เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง เราจะพามาดูกันต่อถึงอาการที่ผู้ใช้รถควรสังเกตเองให้เป็น ซึ่งจะมีคร่าว ๆ ดังนี้
โดยปกติแล้ว น้ำหล่อเย็นที่อยู่ในระบบปิด ไม่ควรจะลดลงตลอดอายุการใช้งาน หากสังเกตเห็นว่าน้ำพร่องไปแบบผิดปกติ ให้รีบเอารถไปตรวจเช็กหม้อน้ำทันที
อีกหนึ่งอาการหม้อน้ำรั่วที่สังเกตได้ง่าย ก็คือ การก้มดูบริเวณใต้ท้องรถว่ามีคราบน้ำบนพื้นหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะสังเกตได้ง่ายมาก เพราะน้ำหล่อเย็นมักผลิตมาเป็นสีชมพู หรือสีเขียวให้สังเกตเห็นชัดอยู่แล้ว จึงควรตรวจเช็กบางเป็นครั้งคราวก่อนใช้รถ
เกจ์วัดความร้อน ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน ที่กำลังบอกว่ารถเรากำลังมีปัญหาจากความร้อน ซึ่งค่ายรถทุกแบรนด์ใส่มาเป็นอุปกรณ์พื้นฐานอยู่แล้ว จึงช่วยให้มือใหม่ หรือคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องรถมากนัก สามารถรู้ได้ว่าเกิดปัญหานี้ขึ้น
รถสตาร์ทไม่ติด หรือดับไปดื้อ ๆ กลางอากาศ ก็เป็นอีกหนึ่งอากาศที่เกิดจากหม้อน้ำรั่ว จนทำให้รถระบายความร้อนไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ร้ายแรงมาก เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ และอาจจะต้องเสียค่าซ่อมที่แพงหูฉี่ จึงควรหมั่นสังเกตการใช้งานรถเป็นประจำ ไม่ควรรอให้เกิดอาการนี้ขึ้นถ้าเป็นไปได้
หากเกิดหม้อน้ำรั่ว อาการนี้ไม่ควรขับต่ออย่างมาก เพราะจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอถึงขั้นพังได้เลย จึงควรประคองรถเข้าจอดข้างทางให้ปลอดภัย แล้วเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นเพื่อระบายความร้อน โดยห้ามเปิดฝาหม้อน้ำ หรือพยายามเติมน้ำลงไปเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้ฝาสูบโก่งจนกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมได้ จึงควรรอให้เครื่องยนต์เย็นลง และตรวจดูรอยรั่วเท่าที่ทำได้ แล้วจึงค่อย ๆ เติมน้ำสะอาดเป็นการชั่วคราว ก่อนนำรถไปซ่อม
มาถึงตรงนี้ ผู้ใช้รถหลายคนน่าจะทราบถึงปัญหา และอาการต่าง ๆ เกี่ยวกับหม้อน้ำรถยนต์ไปหมดแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วแน่ ๆ ว่าจะต้องดูแลรถอย่างไรให้หม้อน้ำไม่รั่วซึม หรือเสื่อมสภาพก่อนอายุการใช้งาน เรามีเคล็ดไม่ลับมาฝากกัน
สิ่งที่ง่ายที่สุดเลย ก็คือ การหมั่นเปิดฝากระโปรงห้องเครื่องดูบ้าง และคอยตรวจเช็กระดับน้ำหล่อเย็นว่าลดลงหรือไม่ ซึ่งในรถทุกรุ่นจะมีระดับ Min กับ Max ในถังพักน้ำหล่อเย็นบอกไว้อยู่แล้ว ระดับปกติควรจะอยู่ระหว่างกลาง นั่นหมายถึงระบบระบายความร้อนยังทำงานได้ปกตินั่นเอง
นอกจากระดับน้ำหล่อเย็นที่สำคัญ สภาพท่อยางต่าง ๆ ก็ต้องตรวจดูให้ดีเช่นกัน เพียงนำไฟฉายเล็ก ๆ มาส่องดูตามท่อยางให้ทั่ว เพื่อเช็กว่ามีจุดรั่วไหลไหม หรือยางมีอาการเสื่อมสภาพแล้วหรือเปล่า หากยังปกติดี ก็สามารถใช้งานต่อได้ตามปกติ
การดูตรวจดูว่าพัดลมหม้อน้ำทำงานหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าพัดลมเกิดเสียขึ้นมา การระบายความร้อนก็จะทำไม่ได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เพราะพัดลมหม้อน้ำไม่ได้ทำงานตลอดเวลา แต่จะมีเซนเซอร์คอยวัดอุณหภูมิ เมื่อถึงจุดที่ตั้งค่าเอาไว้ พัดลมก็จะหมุนเพื่อระบายความร้อนออก และเมื่อถึงจุดที่อุณหภูมิตกลง พัดลมก็จะหยุดทำงานนั่นเอง
และอีกหนึ่งเรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ใช้รถทำได้ ก็คือการหมั่นสังเกตรถเราเป็นประจำ อย่างการก้มดูใต้ท้องรถบ้าง ว่ามีอะไรรั่วซึมออกมาไหม ไม่เพียงแต่น้ำหล่อเย็นเท่านั้น แต่อาจเป็นของเหลวชนิดอื่น หรือแม้แต่การเดินดูรอบรถเป็นประจำ ก็เป็นการเช็กความผิดปกติของรถเราไปในตัวที่ควรทำเช่นกัน
ผู้ใช้รถเห็นกันแล้วใช่ไหมว่า หม้อน้ำรั่ว เป็นปัญหาที่ค่อนข้างจะรุนแรง เพราะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์โดยตรง จึงต้องหมั่นดูแล และสังเกตรถของเราเองให้ดี ไม่ต่างจากการทำประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือประกันชั้น 2+ ที่คนมีรถก็ควรทำไว้เช่นกัน เพื่อความอุ่นใจในการใช้รถ เพราะเมื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องขอความช่วยเหลือ ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ หากคุณยังไม่รู้จะทำประกันที่ไหน ให้ insurverse ประกันภัยออนไลน์ ภายใต้เครือทิพยกรุ๊ปโฮลดิ้ง (TIPH) ดูแลคุณดีกว่า เพราะเราเป็นประกันรายแรก ที่เปิดให้คุณปรับแต่งกรมธรรม์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร เวลาเลือกซื้อประกันรถยนต์ ผลต่อการเคลมหรือค่าใช้จ่ายอย่างไร แม้ทั้งสองอย่างจะเป็น "ค่าเสียหายส่วนแรก" เหมือนกัน แต่มีเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้ซื้อประกันรถยนต์ได้เหมาะกับการใช้งาน ไม่พลาดย้อนหลัง
ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ เป็นประกันภาคสมัครใจที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกัน จนหลายคนลังเลว่าควรเลือกประกันรถยนต์แบบไหนดี โดยเฉพาะรถใหม่หรือรถใช้งานไม่เกิน 10 ปี บทความนี้จะพาเปรียบเทียบความแตกต่างของประกันชั้น 1 กับ 2+ แบบเจาะลึก พร้อมตารางเปรียบเทียบ ทั้งเรื่องความคุ้มครอง ค่าเบี้ย และความเหมาะสมในการใช้งาน พร้อมพิกัดเช็กเบี้ยประกันราคาคุ้มค่าในที่เดียว
ลองนึกภาพว่าคุณขับรถกลับบ้านแล้วอยู่ดี ๆ เจอน้ำท่วม รถดับกลางทาง คำถามคือ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะช่วยอะไรได้บ้าง บทความนี้จะอธิบายขอบเขตความคุ้มครองและข้อยกเว้นที่ควรรู้ก่อนเกิดเหตุจริงกัน ว่ารถน้ําท่วม ประกันจ่ายไหม รวมถึงวิธีเช็คความคุ้มครองภัยธรรมชาติในกรมธรรม์ของคุณ