สำหรับคนที่ต้องจอดรถทิ้งไว้นานๆ ไม่ค่อยได้นำรถออกไปขับ หรือใช้งานรถเฉพาะการขับขี่ระยะสั้นในเมือง ปัญหาที่มักเกิดขึ้นตามมาคือแบตเตอรี่คลายประจุจนหมด ส่งผลให้รถสตาร์ทไม่ติดในเวลาที่จำเป็นต้องใช้งาน ทางออกที่คุ้มค่าและช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ดีที่สุดก็คือ “การชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์” ทว่าการชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่มีหลักการทำงานและความปลอดภัยทางไฟฟ้าที่ต้องระมัดระวังอย่างเข้มงวด บทความนี้จะสรุปขั้นตอนการชาร์จแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี ปลอดภัย และถนอมแบตเตอรี่ให้อยู่คู่รถของคุณไปได้อีกนาน
ในยามปกติ เมื่อรถยนต์วิ่งบนถนน ไดชาร์จจะทำหน้าที่ปั่นไฟกลับเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่อยู่เสมอ แต่หากจอดรถทิ้งไว้นานเกิน 1-2 สัปดาห์ ระบบกันขโมยและกล่องควบคุมในรถจะยังคงดึงกระแสไฟไปใช้ทีละน้อย (Parasitic Drain) จนแรงดันไฟฟ้าลดลง หากปล่อยให้แบตเตอรี่หมดประจุบ่อยครั้ง แผ่นธาตุตะกั่วจะเกิดผลึกซัลเฟตเกาะจนเสื่อมสภาพอย่างถาวร การใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ประจุไฟเติมเต็มอยู่เสมอจึงช่วยป้องกันปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การอัดประจุไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่แบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ได้แก่
เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการถนอมแบตเตอรี่ โดยใช้กระแสไฟต่ำประมาณ 10% ของความจุแบตเตอรี่ (เช่น แบตเตอรี่ขนาด 50 แอมป์ จะใช้กระแสชาร์จประมาณ 5 แอมป์) ใช้เวลาชาร์จประมาณ 6 ถึง 10 ชั่วโมง วิธีนี้จะไม่ทำให้แผ่นธาตุร้อนจัด น้ำกรดไม่เดือดพล่าน ช่วยสลายผลึกซัลเฟตและยืดอายุแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นการอัดกระแสไฟสูงเพื่อเร่งให้แบตเตอรี่มีไฟพอสตาร์ทติดได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง เหมาะสำหรับกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่ควรทำบ่อยครั้งเพราะความร้อนสะสมจะทำให้แผ่นธาตุบิดงอและเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
เมื่อต้องการชาร์จแบตเตอรี่ด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยดังนี้
จอดรถในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก ห่างจากเปลวไฟและประกายไฟ ดับสวิตช์กุญแจและระบบไฟฟ้าทั้งหมด ตรวจสอบตัวถังแบตเตอรี่ว่าไม่มีรอยแตก บวม หรือน้ำกรดรั่วไหล
จำหลักการสำคัญ “แดงคีบบวก ดำคีบลบ”: หนีบคีมสายสีแดงเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่ก่อนเสมอ จากนั้นนำคีมสายสีดำหนีบเข้ากับขั้วลบ (-) หรือหนีบกับโครงโลหะตัวถังรถยนต์ที่เป็นสายกราวด์ ตรวจสอบให้คีมหนีบแน่นหนา ไม่หลุดง่าย
เสียบปลั๊กเครื่องชาร์จเข้ากับไฟบ้าน เปิดสวิตช์เครื่องชาร์จ และเลือกโหมดที่เหมาะสม (เครื่องชาร์จดิจิทัลยุคใหม่จะตรวจจับแรงดันและตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม)
เมื่อชาร์จเต็มแล้ว ให้ปิดสวิตช์และถอดปลั๊กเครื่องชาร์จออกจากไฟบ้านก่อนเสมอ จากนั้นจึงปลดคีมสีดำขั้วลบ (-) ออกก่อน แล้วตามด้วยคีมสีแดงขั้วบวก (+) เป็นลำดับสุดท้าย
ระหว่างการชาร์จ แบตเตอรี่จะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออกมาซึ่งติดไฟได้ง่าย จึงห้ามสูบบุหรี่หรือทำให้เกิดประกายไฟใกล้กับแบตเตอรี่อย่างเด็ดขาด และหากเกิดเหตุแบตเตอรี่หมดฉุกเฉินระหว่างเดินทาง การมีประกันรถยนต์ ที่มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงจาก insurverse จะช่วยประสานงานช่างมาบริการพ่วงแบตเตอรี่ให้ฟรีถึงจุดเกิดเหตุ
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน การอบโอโซนรถยนต์คืออะไร ทำงานอย่างไรในห้องโดยสาร การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน 4 ประโยชน์สำคัญของการอบโอโซนรถยนต์ การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส… Continue reading อบโอโซนรถยนต์คืออะไร ดับกลิ่นอับฆ่าเชื้อโรค ดีจริงไหมข้อควรรู้
สำหรับคนที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางหรือประกอบอาชีพ แต่ในอดีตเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ จนกังวลว่าประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะทำให้หมดสิทธิ์ซื้อรถ คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “ติดบูโรออกรถได้ไหม” และมีโอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ความจริงแล้วการติดบูโรไม่ได้แปลว่าคุณจะซื้อรถไม่ได้ตลอดไป บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผย 5 วิธีเตรียมตัวยื่นกู้ให้ผ่านฉลุย คลายข้อสงสัย ติดบูโรออกรถได้ไหมในความเป็นจริง คำตอบที่ชัดเจนคือ “ออกรถได้” ทั้งรถยนต์ป้ายแดงและรถยนต์มือสอง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานะบูโรและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์หลักอาจมีความเข้มงวดสูง แต่ยังมีบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ทางเลือกหลายแห่งที่มีนโยบายยืดหยุ่นและพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นหลัก เข้าใจสถานะเครดิตบูโร ติดแบบไหนมีโอกาสผ่านง่ายกว่ากัน โอกาสในการขอสินเชื่อรถยนต์ขึ้นอยู่กับสถานะในรายงานเครดิตบูโรของคุณ ดังนี้ สถานะปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว (มีใบปิดหนี้) หากคุณเคยค้างชำระแต่ได้ทำการเคลียร์หนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว และได้รับ “ใบปลดหนี้” หรือหนังสือยืนยันการปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อจะมีสูงมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบและความพร้อมทางการเงินที่ดีขึ้น สถานะค้างชำระเกิน 90 วัน หรือยังไม่ได้ปิดหนี้ หากยังมีหนี้ค้างชำระอยู่และยังไม่ได้รับการสะสาง การขอสินเชื่อจะมีความยากมากขึ้น ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อาจปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวด เช่น ต้องวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมาก และต้องมีคนค้ำประกันที่มั่นคง 5 วิธีเตรียมตัวออกรถสำหรับคนติดบูโรให้ไฟแนนซ์อนุมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไฟแนนซ์อนุมัติผ่านได้อย่างราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ 1.… Continue reading ติดบูโรออกรถได้ไหม สรุปวิธีออกรถให้ผ่าน เตรียมตัวอย่างไรให้ฉลุย
สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทุกคน แบตเตอรี่คือหัวใจหลักที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไดสตาร์ทและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวรถ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยเมื่อต้องตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ว่าแท้จริงแล้ว “แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์” ค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไฟเต็ม และค่าเท่าไหร่ที่แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพจนเสี่ยงสตาร์ทไม่ติด การเข้าใจตัวเลขแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ในสภาวะต่างๆ จะช่วยให้คุณประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและป้องกันปัญหารถดับไม่คาดฝัน บทความนี้ได้รวบรวมเกณฑ์ค่ามาตรฐานทั้งหมดมาให้คุณตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ ทำความเข้าใจค่าแรงดันไฟฟ้ามาตรฐาน โดยมาตรฐานสากล รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ หรือรถ SUV จะใช้ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด “12 โวลต์” (12V) ซึ่งภายในแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเซลล์ตะกั่ว-กรดจำนวน 6 เซลล์ต่ออนุกรมกัน (แต่ละเซลล์มีแรงดันประมาณ 2.1 โวลต์) ในขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถบัสจะใช้ระบบไฟฟ้าขนาด 24 โวลต์ (24V) โดยการนำแบตเตอรี่ 12V จำนวน 2 ลูกมาต่ออนุกรมกัน ตารางเช็กค่าโวลต์แบตเตอรี่รถยนต์ในแต่ละสภาวะการทำงาน แม้จะเรียกว่าแบตเตอรี่ 12V แต่ในความเป็นจริง แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จะไม่เท่ากับ 12.0V พอดี โดยจะแปรผันตามสภาวะการทำงานดังนี้ ค่าโวลต์ตอนดับเครื่องยนต์ (แรงดันขณะไม่มีโหลด) เมื่อดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ข้ามคืนหรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ค่าแรงดันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้: ค่าโวลต์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ (จังหวะดึงกระแสสูงสุด) ในจังหวะที่บิดกุญแจหรือกดปุ่ม… Continue reading แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์ สรุปค่ามาตรฐาน เช็กเองได้ง่ายๆ