ออสเตรียไม่ใช่แค่ประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสวยและเสียงดนตรีคลาสสิก แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเสน่ห์ในทุกฤดู ตั้งแต่หิมะขาวโพลนในฤดูหนาวไปจนถึงเทศกาลไวน์ในฤดูใบไม้ร่วง การวางแผนเที่ยวให้ตรงกับฤดูที่ใช่จะช่วยให้ทริปนี้สนุกยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าจะเลือกไปช่วงไหน การเตรียมตัวให้พร้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง insurverse ประกันเดินทางต่างประเทศที่จัดเต็มความคุ้มครองในราคาสบายกระเป๋า เริ่มต้นเพียง 59 บาทต่อทริป ให้คุณเที่ยวออสเตรียได้แบบไร้กังวล ไม่ว่าจะไฟลท์ดีเลย์หรือกระเป๋าหาย ก็มีทีมซัพพอร์ต 24 ชั่วโมงคอยดูแล
ช่วงนี้ออสเตรียเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มรูปแบบ อุณหภูมิติดลบไปจนถึงเลขตัวเดียวแบบหนาวสะท้านใจ ถ้าใครหลงใหลในหิมะและกีฬาฤดูหนาว ช่วงนี้คือสวรรค์ของจริง เมืองอย่าง Innsbruck และ St. Anton am Arlberg เต็มไปด้วยลานสกีและกิจกรรมหิมะสุดมันส์ รีสอร์ตและกระท่อมหิมะเปิดให้บริการพร้อมวิวเทือกเขาแอลป์ที่สวยจนตาค้าง อย่าลืมพกเสื้อผ้ากันหนาวแบบจัดเต็ม เพราะลมหนาวที่นี่แรงเอาเรื่อง
เมื่อหิมะเริ่มละลาย ออสเตรียค่อย ๆ เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิอุ่นขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5 ถึง 15 องศาเซลเซียส เมืองเวียนนาเริ่มมีชีวิตชีวา ต้นไม้ผลิดอกสวยงามเต็มสวนสาธารณะ Schönbrunn Palace และ Stadtpark ช่วงนี้เหมาะกับการเดินเล่นชมเมืองแบบชิลล์ ๆ ถ่ายรูปสวยได้ทุกมุม โดยเฉพาะถนน Ringstrasse ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมงดงามตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวยังไม่เยอะมาก ทำให้เที่ยวได้สบาย ๆ ไม่ต้องแย่งมุมถ่ายรูปกับใคร
พอเข้าสู่พฤษภาคมถึงมิถุนายน ออสเตรียเข้าสู่ฤดูร้อนแบบเบา ๆ อุณหภูมิอยู่ที่ 15 ถึง 25 องศาเซลเซียส อากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ร้อนเกินไปและไม่หนาวเกินไป ช่วงนี้เหมาะกับการเที่ยวกลางแจ้งแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าที่ Salzkammergut หรือการล่องเรือในทะเลสาบ Wolfgangsee ที่สวยจนหยุดหายใจ อีกทั้งยังมีเทศกาลดนตรีกลางแจ้งและตลาดนัดสุดคึกคักในเมืองใหญ่แบบ Salzburg และ Graz ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน
ถ้าชอบอากาศร้อนแบบสดชื่น ช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี่แหละเหมาะที่สุด อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการปีนเขาในเทือกเขาแอลป์ หรือการปั่นจักรยานชมวิวธรรมชาติใน Wachau Valley ที่ขึ้นชื่อเรื่องไร่องุ่นและวิวริมแม่น้ำดานูบ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ของออสเตรีย เช่น Salzburg Festival ที่มีการแสดงดนตรีและศิลปะระดับโลก ใครที่ชอบบรรยากาศครึกครื้นไม่ควรพลาด
เมื่อเข้าสู่กันยายนถึงตุลาคม อุณหภูมิลดลงอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 20 องศาเซลเซียส ต้นไม้เริ่มเปลี่ยนสีเป็นส้ม แดง และทอง วิวทิวทัศน์ทั่วออสเตรียกลายเป็นภาพวาดธรรมชาติที่สวยงามเกินบรรยาย ช่วงนี้เหมาะกับการเดินเล่นในเมืองเก่าและเข้าร่วมงานเก็บเกี่ยวองุ่นในแถบ Wachau Valley หรือ Burgenland ที่นี่คุณจะได้ลองชิมไวน์ท้องถิ่นสดใหม่พร้อมบรรยากาศฟิน ๆ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยลง ทำให้ได้สัมผัสกับความเงียบสงบแบบแท้จริง
ปลายปีคือช่วงเวลาที่ออสเตรียเต็มไปด้วยกลิ่นอายของคริสต์มาส อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 0 ถึง 5 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่เริ่มมีหิมะโปรยปราย ตลาดคริสต์มาสในเวียนนาและ Salzburg เต็มไปด้วยแสงไฟและของตกแต่งน่ารัก ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นของไวน์ร้อนและขนมอบแบบดั้งเดิม การเดินเล่นท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับและเสียงดนตรีขับกล่อมจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยาย ช่วงนี้ยังเหมาะกับการลองอาหารท้องถิ่นแบบอุ่น ๆ อย่าง Wiener Schnitzel หรือ Apfelstrudel ที่จะทำให้หัวใจคุณอบอุ่นขึ้นทันที
ออสเตรียมีเสน่ห์ที่แตกต่างในทุกฤดู ไม่ว่าคุณจะไปสัมผัสลานสกีสุดมันส์ที่ Innsbruck หรือเดินเล่นชมวิวฤดูใบไม้ร่วงใน Wachau Valley ทุกทริปจะพิเศษขึ้นเมื่อมีการเตรียมตัวที่ดี และอย่าลืม เช็กเบี้ยประกันเดินทาง insurverse ประกันเดินทางที่ให้คุณเลือกความคุ้มครองได้ตามไลฟ์สไตล์ ไม่ต้องจ่ายเบี้ยเกินจำเป็น พร้อมดูแลคุณตลอดทริป จะเที่ยวสั้น ๆ หรือทริปยาวทั้งปีก็หายห่วง
ใช่ นักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการเดินทางไปออสเตรียจำเป็นต้องขอวีซ่าเชงเก้นล่วงหน้า ซึ่งสามารถใช้เดินทางในประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในเขตเชงเก้นได้เช่นกัน
ถ้าเดินทางช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่น ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) หรือฤดูร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม) ควรจองที่พักล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือนเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
บัตรเครดิตสามารถใช้ได้ในเมืองใหญ่และร้านค้าส่วนใหญ่ แต่ร้านเล็ก ๆ หรือคาเฟ่ท้องถิ่นบางแห่งอาจรับเฉพาะเงินสด ควรพกเงินสดติดตัวไว้เสมอ
ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อย ทำให้ค่าที่พักและตั๋วเครื่องบินถูกลง เหมาะสำหรับการเที่ยวแบบประหยัด
การเดินทางด้วยรถไฟเป็นวิธีที่สะดวกและได้รับความนิยมมากที่สุด รถไฟของ ÖBB (Österreichische Bundesbahnen) ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ หรือถ้าอยากประหยัด สามารถใช้บริการรถบัสระหว่างเมืองที่ราคาถูกกว่า
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ