โครเอเชีย ไม่ได้มีดีแค่ทะเลสีฟ้าใสกับเมืองเก่าที่เหมือนหลุดออกมาจากหนัง เพราะที่นี่เต็มไปด้วยจุดหมายปลายทางสุดว้าวที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ทั้งอุทยานธรรมชาติที่สวยจนตาค้าง หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ไปจนถึงเมืองท่าเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าในอดีต
ถ้าใครกำลังวางแผนจะไปทัวร์โครเอเชีย บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะทริปนี้จะเต็มไปด้วยการผจญภัยแบบจัดเต็ม และเพื่อให้ทริปนี้ไม่มีสะดุด อย่าลืมเช็กเบี้ยประกันเดินทางจาก insurverse ที่มีเบี้ยเริ่มต้นแค่ 59 บาทต่อทริป แต่ความคุ้มครองมาเต็ม ไม่ว่ากระเป๋าหาย ไฟล์ทดีเลย์ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน insurverse ก็พร้อมดูแลให้เที่ยวได้แบบสบายใจ
อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ เลคส์ เป็นมรดกโลกของยูเนสโกที่เต็มไปด้วยทะเลสาบสีฟ้าใสและน้ำตกมากกว่า 90 แห่ง ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าและสะพานไม้ที่พาดผ่านทะเลสาบให้เดินชมวิวแบบใกล้ชิด น้ำในทะเลสาบเปลี่ยนสีไปตามแสงแดดและแร่ธาตุในน้ำ ตั้งแต่สีฟ้าอมเขียวไปจนถึงสีฟ้าใสสุดตา
ดูบรอฟนิก เมืองริมชายฝั่งอาเดรียติกที่ได้ฉายาว่า “ไข่มุกแห่งอาเดรียติก” เพราะมีเมืองเก่าที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ เดินบนกำแพงเมืองเก่าจะได้เห็นวิวทะเลสุดลูกหูลูกตาและหลังคากระเบื้องสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ ที่นี่เป็นฉากถ่ายทำของซีรีส์ Game of Thrones ด้วยนะ!
ถ้าอยากว่ายน้ำในน้ำตก อุทยานแห่งชาติครูก้าเป็นตัวเลือกที่ห้ามพลาด ที่นี่มีน้ำตกสวยงามอย่าง Skradinski Buk ซึ่งสามารถลงเล่นน้ำได้ในพื้นที่ที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีทางเดินไม้ให้เดินชมวิวธรรมชาติรอบ ๆ และเรือพาชมความงามของแม่น้ำครูก้า
สปลิต เมืองใหญ่อันดับสองของโครเอเชีย เป็นที่ตั้งของพระราชวังดิออคลีเชียน (Diocletian’s Palace) ซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโก พระราชวังนี้ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวเมืองเพราะภายในมีร้านค้า ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัย
เกาะฮวาร์เป็นที่รู้จักในฐานะเกาะที่มีแสงแดดมากที่สุดในโครเอเชีย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศหรูหราและการล่องเรือยอชท์ เมือง Hvar Town เต็มไปด้วยบาร์และคลับที่คึกคักในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันก็มีชายหาดสวย ๆ และทุ่งลาเวนเดอร์ให้เดินเล่น
โรวิญ เมืองชายฝั่งในแคว้นอิสเตรียที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบเมืองเก่าของยุโรป ซอยแคบ ๆ ที่ปูด้วยหินและอาคารสีพาสเทลทำให้การเดินเล่นในเมืองนี้รู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในยุคกลาง จุดเด่นของเมืองคือตึกโบสถ์ Saint Euphemia ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเนิน
ซาดาร์ เมืองท่าเก่าแก่ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์กับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไฮไลต์ของเมืองนี้คือ Sea Organ เครื่องดนตรีที่เล่นด้วยคลื่นทะเล และ Sun Salutation แผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีสันในยามค่ำคืน
พูลา เมืองที่เต็มไปด้วยโบราณสถานจากยุคโรมัน โดยเฉพาะอัฒจันทร์พูลา (Pula Arena) ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และเป็นหนึ่งในสนามกีฬายุคโรมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นี่เคยใช้สำหรับการแข่งกลาดิเอเตอร์ในอดีต และปัจจุบันยังใช้จัดคอนเสิร์ตและงานเทศกาลต่าง ๆ
ซิเบนิก เมืองริมฝั่งทะเลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Saint James ซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโก จุดเด่นของเมืองคือถนนหินแคบ ๆ ที่คดเคี้ยวผ่านอาคารเก่าแก่และป้อมปราการที่มองเห็นวิวทะเล
โครูล่า เกาะที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และตำนานว่าเป็นบ้านเกิดของนักสำรวจชื่อดัง มาร์โค โปโล เมืองเก่าของโครูล่าเป็นเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบและถนนที่เรียงตัวกันเหมือนก้างปลาเพื่อรับลมทะเลในฤดูร้อน
ไม่ว่าคุณจะหลงใหลในเสน่ห์ของกำแพงเมืองโบราณที่ดูบรอฟนิก หรือตื่นตาตื่นใจกับน้ำตกสุดอลังการที่พลิตวิเซ่ โครเอเชียก็มีที่เที่ยวให้เลือกแบบไม่รู้จบ แต่ทริปที่สนุกที่สุดก็คือทริปที่ปลอดภัยและไร้กังวล ลองเลือก insurverse ประกันเดินทางต่างประเทศ ที่จัดความคุ้มครองให้แบบเน้น ๆ และพร้อมซัพพอร์ตตลอด 24 ชั่วโมง จะเดินทางคนเดียวหรือยกแก๊งไปทั้งครอบครัวก็อุ่นใจ เพราะ insurverse มีประกันรายปีที่ซื้อได้พร้อมกันถึง 15 คน ให้เที่ยวได้ทุกที่แบบไม่มีพลาด
โครเอเชียเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน-มิถุนายน) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) เพราะอากาศกำลังสบาย นักท่องเที่ยวไม่เยอะ และราคาที่พักไม่แพงเท่าช่วงฤดูท่องเที่ยวหลักในฤดูร้อน
การเดินทางในโครเอเชียสามารถใช้รถบัสระหว่างเมืองได้อย่างสะดวก เพราะมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งประเทศ หรือถ้าต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น การเช่ารถขับเองก็เป็นตัวเลือกที่ดีโดยเฉพาะถ้าต้องการไปสำรวจธรรมชาติและหมู่บ้านเล็ก ๆ
ตั้งแต่ปี 2023 โครเอเชียได้เปลี่ยนมาใช้เงินยูโร (EUR) แทนสกุลเงินโคน่า (HRK) ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวสามารถแลกเงินยูโรหรือใช้บัตรเครดิตได้เกือบทุกที่
โครเอเชียถือเป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว มีอัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ แต่ควรระวังการโจรกรรมเล็กน้อยในพื้นที่ท่องเที่ยวที่แออัด เช่น การถูกล้วงกระเป๋าในตลาดหรือรถสาธารณะ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือพาสปอร์ตไทย จำเป็นต้องขอวีซ่าเชงเก้นล่วงหน้า เนื่องจากโครเอเชียเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกเขตเชงเก้นตั้งแต่ปี 2023 โดยสามารถยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตหรือศูนย์รับคำร้องวีซ่าในประเทศไทย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ