การเปลี่ยนหลอดไฟดูเหมือนง่าย แต่ถ้าทำผิดวิธีอาจเสี่ยงไฟช็อตหรือไฟไหม้ได้ หลอดแต่ละแบบมีจุดที่ต้องระวัง ไม่ใช่แค่หมุนออกแล้วใส่ใหม่ การรู้วิธีที่ถูกต้องช่วยให้ปลอดภัยขึ้น และอย่าลืมว่าความเสียหายจากไฟฟ้าอาจเกิดขึ้นได้เสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประกันภัยบ้านหรือคอนโดถึงเป็นสิ่งที่ควรมีติดไว้ ช่วยคุ้มครองทรัพย์สินจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เอาล่ะ! มาเรียนรู้วิธีเปลี่ยนหลอดไฟแต่ละแบบให้ถูกต้องและปลอดภัยกันดีกว่า
หลอดไฟแบบดั้งเดิมที่หลายบ้านยังคงใช้กันอยู่ อันนี้เปลี่ยนง่ายสุด แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังให้ดี อย่างแรกเลยคือเรื่องความร้อน หลอดไส้จะร้อนจัดหลังจากเปิดใช้งานไปนานๆ ถ้าจะเปลี่ยน ต้องปิดสวิตช์แล้วรอให้เย็นก่อน อย่าคิดว่าแค่ปิดไฟแล้วจะจับได้เลยทันที ไม่งั้นมีโอกาสโดนลวกแบบไม่ทันตั้งตัว
ถ้าหลอดขาด ให้หมุนทวนเข็มนาฬิกาเบาๆ ถ้ามันแน่นเกินไป ลองใช้ผ้าหนาๆ ช่วยจับหมุน ห้ามใช้คีมหรือของแข็งมาหนีบโดยตรงเพราะอาจทำให้ขั้วหลอดแตก หรือถ้าหลอดแตกไปแล้ว ให้เอามันออกโดยใช้มันฝรั่งหรือฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ จับแล้วหมุนออก (เผื่อบางคนไม่รู้ว่านี่เป็นทริคที่ช่วยได้จริงๆ)
หลอดตัวยาวที่เจอบ่อยในบ้าน ออฟฟิศ หรือร้านค้า ถ้าดับบ่อย อาจจะเป็นเพราะสตาร์ทเตอร์เสีย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหลอด เปลี่ยนแค่ตัวสตาร์ทเตอร์ก็พอ
แต่ถ้าต้องเปลี่ยนหลอดจริงๆ ต้องปิดสวิตช์ก่อนทุกครั้ง แล้วจับตรงกลางหลอด บิดไปทางซ้ายหรือขวานิดนึงจนรู้สึกว่ามันหลวม จากนั้นดึงออกตรงๆ ห้ามบิดแรงหรือใช้แรงเยอะไป เพราะถ้าหลอดแตกจะยุ่งเลย (แก้วของหลอดแบบนี้ค่อนข้างบาง) เวลาจะใส่หลอดใหม่ ก็ให้เสียบขั้วเข้าไปแล้วบิดกลับที่เดิมจนแน่นพอดี ไม่ต้องบิดจนแน่นเกินไปเพราะอาจทำให้ขั้วเสียหาย
หลอดตะเกียบที่ประหยัดไฟมากขึ้นจากหลอดไส้ เปลี่ยนง่ายมาก แค่หมุนออกแล้วใส่หลอดใหม่เข้าไป แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ห้ามจับโดนส่วนกระจกแรงๆ เพราะมันเปราะบางกว่าที่คิด ถ้าหลอดแตกจะมีสารปรอทปนเปื้อนในอากาศได้ เวลาจะทิ้งต้องห่อให้ดี หรือส่งไปทิ้งตามจุดรับรีไซเคิล
ถ้าหลอดดับบ่อย ลองเช็กว่าขั้วหลอดแน่นดีไหม เพราะบางทีหมุนเข้าไปไม่สุดก็ทำให้ไฟไม่ติด หรืออีกจุดที่อาจเป็นปัญหาคือบัลลาสต์ในโคมเสื่อม อันนี้ถ้าเปลี่ยนหลอดใหม่แล้วยังไม่ติด อาจต้องเช็กที่ตัวโคมแทน
มาแรงสุดๆ เพราะประหยัดไฟ ทนทาน และไม่ร้อนมาก แต่ก็มีหลายแบบ ถ้าเป็นแบบขั้วเกลียว (E27) หรือขั้วเขี้ยว (GU10) เปลี่ยนง่ายมาก แค่หมุนออกแล้วใส่ใหม่เข้าไป แต่ถ้าเป็นแบบแผง LED ที่ติดอยู่กับโคมเลย อันนี้อาจจะต้องเปลี่ยนทั้งโคม ไม่สามารถเปลี่ยนเฉพาะหลอดได้
จุดที่ต้องระวังของหลอด LED คือ ถ้าจะเปลี่ยนจากหลอดฟลูออเรสเซนต์มาเป็น LED ต้องเช็กว่าตัวบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ของโคมเดิมรองรับหรือไม่ ถ้าไม่รองรับ อาจต้องถอดออกก่อน ไม่งั้นไฟอาจไม่ติด หรือเกิดความเสียหายกับหลอดใหม่ได้
เจอบ่อยในพวกโคมไฟเพดาน หรือไฟสปอตไลท์ เปลี่ยนง่ายแต่ต้องระวังตรงที่มันร้อนมาก ห้ามจับโดนตัวหลอดโดยตรงแม้จะปิดไฟแล้ว เพราะน้ำมันจากมือจะทำให้หลอดเสื่อมเร็วขึ้น ควรใช้ผ้าหรือถุงมือจับเวลาถอดเข้าออก
เวลาจะเปลี่ยน ให้ดึงหรือหมุนออกตามประเภทขั้ว ถ้าเป็นขั้วกด (G9, G4) ก็กดแล้วดึงออกตรงๆ แต่ถ้าเป็นขั้วหมุน (GU10) ต้องบิดก่อนแล้วค่อยดึง ถ้าใส่เข้าไปแล้วไม่ติด ลองเช็กดูว่าขั้วแน่นหรือยัง บางทีใส่ไม่สุด ไฟก็ไม่ติดเหมือนกัน
ถ้าเป็นแบบที่เปลี่ยนเฉพาะหลอด LED ที่อยู่ข้างใน วิธีเปลี่ยนจะเหมือนหลอด LED ปกติ แต่ถ้าเป็นระบบที่มาพร้อมแผงและแบตเตอรี่ ต้องเช็กก่อนว่าแบตเตอรี่ยังใช้งานได้หรือไม่ เพราะบางทีไฟไม่ติดไม่ใช่เพราะหลอดเสีย แต่เป็นเพราะแบตหมด ถ้าหลอด LED เสียแล้วและเปลี่ยนได้ ให้หมุนออกเหมือนหลอด LED ปกติ แต่ถ้าเป็นแบบติดถาวร ต้องเปลี่ยนทั้งชุด
สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนหลอดไฟไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่รู้จักประเภทของหลอดที่ใช้งานให้ดี ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องก็ช่วยให้เปลี่ยนได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องพึ่งช่างให้เสียเงินโดยใช่เหตุ แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนหลอดไฟได้คล่องแค่ไหน อุบัติเหตุไฟฟ้ายังเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันบ้านและคอนโด ไว้ด้วย เพราะจะช่วยให้สบายใจได้มากขึ้น ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา ไม่ว่าจะไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหายจากอุบัติเหตุ ก็มีประกันช่วยดูแล เท่านี้ก็หมดห่วงทั้งเรื่องไฟ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย แถมยังใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจอีกด้วย
ใช่! เพื่อความปลอดภัย ควรปิดสวิตช์ไฟทุกครั้งก่อนเปลี่ยนหลอดไฟ เพื่อลดความเสี่ยงจากไฟดูดหรือไฟช็อต
อาจเกิดจากไฟตก ไฟกระชาก หรือขั้วหลอดไม่แน่น ควรใช้ปลั๊กกันไฟกระชากและตรวจสอบว่าขั้วต่อแน่นดีหรือไม่
ไม่เสมอไป ถ้าเป็นโคมแบบเก่าที่มีบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์ อาจต้องถอดออกก่อนหรือใช้หลอด LED ที่รองรับการใช้งานกับโคมเดิม
โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 15,000 – 50,000 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับคุณภาพและการใช้งาน ถ้าเปิดปิดบ่อยหรือมีไฟกระชาก อาจลดอายุการใช้งานได้
ควรเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ ใช้ถุงมือหรือกระดาษแข็งเก็บเศษหลอด ห้ามใช้เครื่องดูดฝุ่น และนำไปทิ้งตามจุดรับรีไซเคิลของเสียอันตราย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำในบริษัทเอกชนหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ คำถามยอดฮิตที่หลายคนมักสงสัยคือ ประกันสังคม คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิต และทำไมเราจึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนี้เป็นประจำทุกเดือน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความหมาย โครงสร้างของระบบประกันสังคมไทย ประเภทของมาตราต่างๆ และสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับอย่างครบถ้วน ประกันสังคม คืออะไร? ทำความเข้าใจระบบกองทุนสวัสดิการของรัฐ ประกันสังคม คือ ระบบการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขของคนในสังคม โดยเป็นการระดมเงินสมทบจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ ลูกจ้าง, นายจ้าง และรัฐบาล เข้าสู่ “กองทุนประกันสังคม” ภายใต้การดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิต ช่วยกระจายความเสี่ยงทางการเงินเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ หรือว่างงาน สรุปผู้ประกันตน 3 มาตราหลัก แตกต่างกันอย่างไร? ระบบประกันสังคมของไทยแบ่งกลุ่มผู้ประกันตนออกเป็น 3 มาตราหลักตามสถานะการทำงาน ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (ลูกจ้างภาคบังคับ) คือ พนักงานหรือลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป… Continue reading ประกันสังคม คืออะไร สรุปสิทธิประโยชน์ และวิธีคุ้มครองตนเอง
โดยปกติแล้ว ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ณ โรงพยาบาลตามสิทธิที่ได้เลือกไว้ แต่ในชีวิตจริง เหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุรุนแรง หรืออาการเจ็บป่วยกะทันหันขณะอยู่ต่างจังหวัด มักทำให้เราต้องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน ทำให้เกิดคำถามว่า เบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม ได้หรือไม่ เบิกได้เท่าไหร่ และมีขั้นตอนอย่างไร บทความนี้มีคำตอบชัดเจน เบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม ได้ในกรณีใดบ้าง? ผู้ประกันตนสามารถยื่นเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ในกรณีที่จำเป็นทางการแพทย์ ดังนี้: สิทธิกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP 72 ชั่วโมงแรก) หากผู้ประกันตนมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิต (เช่น หมดสติ ไม่หายใจ เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน) สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทุกแห่ง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้นโยบาย UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลใดๆ ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นเมื่อพ้นวิกฤต โรงพยาบาลจะประสานงานส่งตัวกลับไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมต่อไป อัตราการเบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอื่น กรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน (แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤต UCEP)… Continue reading เบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม กรณีฉุกเฉิน และเจ็บป่วยทั่วไป