ใครที่เดินทางบ่อย ๆ คงเห็นป้าย “ผู้โดยสารขาเข้า” และ “ผู้โดยสารขาออก” ในสนามบินจนชินตา แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องแบ่งแบบนี้? จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การบอกว่าใครกำลังมาหรือไป แต่ยังมีรายละเอียดอีกเพียบที่หลายคนไม่เคยรู้ ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบ ความแตกต่างของขั้นตอน ไปจนถึงข้อควรระวังที่อาจทำให้การเดินทางของคุณติดขัดโดยไม่รู้ตัว
ถ้าไม่ศึกษาก่อน อาจทำให้เสียเวลา หรือแย่กว่านั้น คือต้องเสียเงินโดยไม่จำเป็น ซึ่งเรื่องนี้สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ง่าย ๆ แค่มี ประกันเดินทาง ติดตัวไว้ เพราะไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ไหนระหว่างเดินทาง ก็มีตัวช่วยรองรับตลอด 24 ชั่วโมง insurverse พร้อมให้ความคุ้มครองแบบครบเครื่อง จ่ายเบี้ยแค่ที่จำเป็น ไม่ต้องเสียเงินเกินจริง
ผู้โดยสารขาเข้า ก็คือคนที่เดินทางมาถึงปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นจากต่างประเทศหรือเที่ยวบินภายในประเทศ ถ้าเครื่องลงแล้วต้องเดินผ่านโซน Arrival นั่นแหละคุณคือผู้โดยสารขาเข้า และต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ก่อนจะออกจากสนามบินได้
ฝั่งตรงข้ามของขาเข้า ก็คือขาออก คนที่กำลังจะเดินทางออกจากประเทศหรือขึ้นเครื่องไปจุดหมายปลายทางอื่น สิ่งที่ต้องทำมีหลายขั้นตอนเหมือนกัน แถมบางสนามบินกฎเข้มงวดสุด ๆ ถ้าพลาดไป อาจตกเครื่องได้ง่าย ๆ
เดินทางแต่ละครั้งไม่ใช่แค่ซื้อตั๋วแล้วขึ้นเครื่อง ต้องรู้ขั้นตอนพวกนี้ไว้ จะได้ไม่เสียเวลา ไม่ตกเครื่อง และไม่ต้องเจอปัญหาจุกจิกให้ปวดหัว
เพื่อให้ทริปของคุณราบรื่น ไม่มีเรื่องจุกจิกมากวนใจ อย่าลืม เช็กเบี้ยประกันเดินทาง กับ insurverse ที่ให้คุณเลือกความคุ้มครองตามงบได้เอง เดินทางเมื่อไหร่ก็อุ่นใจ ไฟลท์ดีเลย์ กระเป๋าเสีย หรือค่ารักษาพยาบาล ไม่ต้องกังวล เพราะมีประกันดูแลให้ทุกอย่าง
สนามบินมักจะแบ่งโซนขาเข้า (Arrivals) และขาออก (Departures) ชัดเจน ถ้าคุณเป็น ผู้โดยสารขาเข้า ต้องเดินตามป้าย Arrivals เพื่อไปด่านตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋า ส่วน ผู้โดยสารขาออก ให้ไปที่ Departures เพื่อตรวจสัมภาระ เช็กอิน และเตรียมตัวขึ้นเครื่อง
ขึ้นอยู่กับกฎของสนามบิน ถ้าต่อเครื่องภายในโซนเดียวกันและไม่ออกไปยังเขตตรวจคนเข้าเมือง คุณไม่ต้องผ่านกระบวนการขาเข้า แต่ถ้าต้องเปลี่ยนสายการบินหรือเทอร์มินอล อาจต้องผ่าน ตม. และเข้าสู่กระบวนการขาเข้า-ขาออกใหม่
ถ้าเป็น ผู้โดยสารขาออก และพลาดเที่ยวบิน ต้องติดต่อเคาน์เตอร์สายการบินเพื่อเปลี่ยนตั๋วหรือขอคืนเงินตามเงื่อนไข ส่วน ผู้โดยสารขาเข้า ถ้าเดินทางเข้าเมืองแล้วต้องเปลี่ยนแผน อาจต้องแจ้ง ตม. หรือปรับเอกสารให้ตรงกับการพำนักใหม่
สนามบินที่ตรวจเข้มและใช้เวลานาน เช่น ลอนดอน ฮีทโธรว์ (LHR), นาริตะ (NRT), ดูไบ (DXB), และ JFK ในนิวยอร์ก ต้องเผื่อเวลาเยอะ เพราะมีด่านตรวจสัมภาระหลายขั้นตอน แถมบางที่คิวยาวเป็นชั่วโมง
ส่วนใหญ่สนามบินไม่อนุญาตให้รับ-ส่งของข้ามโซนระหว่างขาเข้าและขาออก ถ้าต้องการฝากของให้ผู้โดยสารขาเข้า อาจต้องฝากไว้ที่บริการฝากของสนามบิน หรือใช้วิธีส่งไปรษณีย์แทน
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เมื่อมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาปฏิบัติงานในองค์กร หนึ่งในภารกิจสำคัญตามกฎหมายแรงงานที่ต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือการขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน คำถามสำคัญที่พบบ่อยมากที่สุดคือ แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน หากดำเนินการไม่ทันจะมีผลกระทบอย่างไร และมีขั้นตอนการยื่นแบบใดบ้างที่จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและถูกต้องที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมคำตอบและแนวทางปฏิบัติไว้อย่างครบถ้วน แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน? ข้อกำหนดตามกฎหมายที่นายจ้างต้องรู้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อนายจ้างรับลูกจ้างที่ยังไม่เคยเป็นผู้ประกันตน หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาแล้วเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างเริ่มเข้าทำงาน นอกจากนี้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการใหม่และมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามมาตรา 33 ทันที เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียมสำหรับการแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน การขึ้นทะเบียนลูกจ้างสามารถจำแนกเอกสารตามสถานะของผู้ประกันตนได้ดังนี้: ขั้นตอนการแจ้งเข้าประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้พัฒนาระบบ e-Service บนเว็บไซต์ sso.go.th เพื่อให้นายจ้างสามารถทำรายการออนไลน์ได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน: หากนายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมล่าช้า มีบทลงโทษอย่างไร? หากนายจ้างละเลย ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด จะมีผลทางกฎหมายและบทลงโทษดังนี้:… Continue reading แจ้งเข้าประกันสังคมภายในกี่วัน สรุปกำหนดเวลาและวิธียื่น
การเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่เคยทำงานประจำแล้วส่งต่อเอง สิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคือการ จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แต่ละมาตรามีอัตราเงินสมทบที่ต้องชำระแตกต่างกัน รวมถึงมีช่องทางและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิหรือถูกคิดเงินเพิ่มตามกฎหมาย อัตราเงินสมทบประกันสังคม แต่ละมาตราต้องจ่ายเท่าไหร่? สำนักงานประกันสังคมกำหนดอัตราเงินสมทบตามประเภทของผู้ประกันตนไว้ดังนี้ 1. ผู้ประกันตน มาตรา 33 (พนักงานประจำ) คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้าง (หักสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน) และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีก 5% ในจำนวนที่เท่ากัน พร้อมรัฐบาลร่วมสมทบ 2.75% รวมเงินสมทบนำส่งเข้ากองทุนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน 2. ผู้ประกันตน มาตรา 39 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) ผู้ที่เคยเป็น ม.33 แล้วส่งต่อด้วยตนเอง รัฐกำหนดฐานค่าจ้างคงที่ไว้ที่ 4,800 บาท โดยจ่ายเงินสมทบในอัตรา 9% คิดเป็นยอดชำระคงที่ เดือนละ 432 บาท… Continue reading จ่ายเงินสมทบประกันสังคม ม.33 ม.39 ม.40 จ่ายเท่าไหร่ ที่ไหน
สำหรับผู้หญิงทำงานที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นคุณแม่ การดูแลสุขภาพครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรงคือภารกิจอันดับหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตามนัดหมายหลายครั้ง สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ โดยมีรายละเอียดวงเงินและเงื่อนไขการเบิกจ่ายที่คุณแม่ควรรู้ เจาะลึก ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ในแต่ละช่วงสัปดาห์? สิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม มีวงเงินรวมสูงสุด 1,500 บาท โดยจะแบ่งจ่ายตามรอบอายุครรภ์จริง 5 ครั้ง ดังนี้ ตารางเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ครั้ง ลำดับการเบิก อายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 12 สัปดาห์ 500 บาท ครั้งที่ 2 มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ 300 บาท ครั้งที่ 3 มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26… Continue reading ค่าฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้ 1,500 บาท เช็กเกณฑ์รับสิทธิ