ถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ คือหนึ่งในการบำรุงรักษารถยนต์ขั้นพื้นฐานที่ผู้ใช้รถทุกคนไม่ควรละเลย เพราะน้ำมันเครื่องเปรียบเสมือนเลือดหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ หากปล่อยให้เสื่อมสภาพหรือแห้งขอด อาจนำไปสู่ปัญหาเครื่องยนต์พังและค่าซ่อมที่บานปลาย ในบทความนี้เราจะพาคุณไปหาคำตอบว่าควร เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เมื่อไหร่? มีราคาประมาณเท่าไหร่? และทำไมมันถึงสำคัญต่อรถของคุณ
เครื่องยนต์ประกอบด้วยชิ้นส่วนโลหะหลายชิ้นที่ทำงานเสียดสีกันตลอดเวลา การถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะที่กำหนดจะช่วยรักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่:
หากคุณจำไม่ได้ว่าเข้าศูนย์บริการครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ให้ลองสังเกต 4 สัญญาณเหล่านี้:
ระยะเวลาในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันเครื่องที่คุณเลือกใช้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
เป็นน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสุด มีโมเลกุลสม่ำเสมอ ทนความร้อนได้ดีเยี่ยม แนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ ระยะทาง 10,000 – 15,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 6 เดือน
เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำมันสังเคราะห์และน้ำมันแร่ คุ้มค่าคุ้มราคา แนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ ระยะทาง 7,000 – 10,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 6 เดือน
สกัดจากน้ำมันแร่ธรรมชาติ ราคาถูกที่สุด แต่เสื่อมสภาพไว แนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ ระยะทาง 5,000 กิโลเมตร หรือทุกๆ 3-4 เดือน
สำหรับใครที่สงสัยว่า ถ่ายน้ำมันเครื่อง ราคา เท่าไหร่? เราได้รวบรวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการทั่วไปมาให้แล้วครับ:
(หมายเหตุ: ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับยี่ห้อน้ำมันเครื่อง, ค่าแรงของแต่ละศูนย์บริการ และปริมาณความจุของเครื่องยนต์)
เพื่อให้คุณเข้าใจกระบวนการทำงานของช่างยนต์ นี่คือ 5 ขั้นตอนมาตรฐานเมื่อนำรถไป ถ่ายน้ำมันเครื่อง ที่ไหนดี ก็ตาม:
การถ่ายน้ำมันเครื่องโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 30 – 45 นาที ขึ้นอยู่กับความชำนาญของช่างยนต์และคิวการให้บริการของศูนย์บริการนั้นๆ หากมีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์รายการอื่นๆ ร่วมด้วย อาจใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
จำเป็นอย่างยิ่งครับ ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในไส้กรองเก่าเข้าไปปะปนกับน้ำมันเครื่องใหม่ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของน้ำมันใหม่ลดลง
หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน น้ำมันจะเหนียวข้นกลายเป็นโคลน ไม่สามารถไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ได้ ทำให้เครื่องยนต์สึกหรออย่างหนัก ความร้อนขึ้นสูง และอาจส่งผลให้ “เครื่องยนต์น็อค” จนต้องเสียค่าซ่อมแซมหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
สรุป การ ถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ ตามระยะที่กำหนด เป็นหัวใจสำคัญในการยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ เมื่อคุณดูแลสุขภาพรถยนต์เป็นอย่างดีแล้ว การวางแผนจัดการความเสี่ยงอื่นๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน
หากคุณกำลังนำรถเข้าศูนย์เพื่อเช็กระยะ อย่าลืมเช็กวันหมดอายุของพ.ร.บ. รถยนต์ และพิจารณาต่ออายุประกันรถยนต์ เพื่อให้การขับขี่ของคุณได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความสนุกของการขับขี่รถยนต์เกียร์ธรรมดา (เกียร์กระปุก) หรือผู้ที่ใช้รถกระบะบรรทุกในการทำงาน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่เท้าซ้ายต้องสัมผัสอยู่ตลอดเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ก็คือ “ครัชรถ” หรือ “คลัตช์” (Clutch) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง เมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง คลัตช์ย่อมมีการสึกหรอตามธรรมชาติ หากปล่อยปละละเลยจนคลัตช์หมดสนิท รถอาจหมดแรงวิ่งขึ้นทางชันหรือเข้าเกียร์ไม่ได้กลางถนน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักการทำงานของคลัตช์ สัญญาณเตือนคลัตช์หมด และวิธีขับขี่ถนอมคลัตช์ให้อยู่ได้ยาวนาน ครัชรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในระบบขับเคลื่อน คลัตช์รถยนต์ (Clutch) คืออุปกรณ์ตัดและต่อกำลังระหว่างล้อช่วยแรง (Flywheel) ของเครื่องยนต์กับเพลาเกียร์ โดยเมื่อเราเหยียบแป้นคลัตช์ ชุดคลัตช์จะแยกตัวออกจากล้อช่วยแรงเพื่อตัดการส่งกำลัง ทำให้เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้อย่างนุ่มนวล และเมื่อเราค่อยๆ ปล่อยแป้นคลัตช์ แผ่นคลัตช์จะประกบเข้ากับล้อช่วยแรงอีกครั้งเพื่อส่งถ่ายแรงบิดขับเคลื่อนล้อรถยนต์ให้วิ่งไปข้างหน้า 3 ชิ้นส่วนหลักของชุดคลัตช์รถยนต์ที่ทำงานร่วมกัน ชุดคลัตช์ประกอบด้วย 3 ชิ้นส่วนสำคัญที่ทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ ได้แก่ จานคลัตช์ หรือแผ่นคลัตช์ (Clutch Disc) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมที่บุด้วยผ้าคลัตช์ (วัสดุเสียดทานทนความร้อนสูง) ทำหน้าที่ประกบติดกับล้อช่วยแรงเพื่อถ่ายทอดแรงบิด เป็นชิ้นส่วนหลักที่เกิดการสึกหรอเมื่อใช้งาน หวีคลัตช์ หรือจานกดคลัตช์ (Clutch Cover / Pressure Plate) ทำหน้าที่เป็นสปริงแผ่นกดแผ่นคลัตช์ให้แนบสนิทกับฟลายวีลตลอดเวลา และปลดแรงกดออกเมื่อเหยียบแป้นคลัตช์ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing)… Continue reading ครัชรถยนต์คืออะไร สัญญาณเตือนคลัตช์หมด วิธีสังเกตและดูแล
เมื่อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คู่ใจของเราถูกใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี สิ่งที่ผู้ครอบครองรถทุกคนต้องพบเจอเป็นประจำทุกปีก่อนการต่อภาษีประจำปี (ป้ายวงกลม) ก็คือขั้นตอนการตรวจสภาพรถ และเอกสารสำคัญที่ต้องได้รับมาก็คือ “ใบตรวจสภาพรถ” สำหรับใครที่รถเพิ่งมีอายุการใช้งานย่างเข้าสู่เกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และสงสัยว่าใบตรวจสภาพรถคืออะไร ต้องไปตรวจที่ไหน ตรวจอะไรบ้าง และมีขั้นตอนการใช้งานอย่างไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลฉบับสมบูรณ์มาให้คุณเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ ทำความรู้จักใบตรวจสภาพรถ เอกสารสำคัญคู่การต่อภาษีประจำปี ใบตรวจสภาพรถ (หรือใบรับรองการตรวจสภาพรถ) คือเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจากสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ว่ายานพาหนะคันดังกล่าวมีสภาพความพร้อม แข็งแรง ปลอดภัยต่อการขับขี่บนท้องถนน และไม่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” (ตรอ.) ที่มีป้ายสัญลักษณ์ฟันเฟืองสีฟ้า หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัด รถประเภทไหนบ้างที่ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษี กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุของยานพาหนะที่ต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีประจำปีไว้ดังนี้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก (อายุครบ 7 ปีขึ้นไป) ได้แก่ รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู รถกระบะบรรทุก และรถ SUV ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพทุกปีก่อนต่อภาษี รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (อายุครบ 5 ปีขึ้นไป) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานนับจากวันจดทะเบียนครั้งแรกครบ 5 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องผ่านการตรวจสภาพก่อนต่อภาษีประจำปีเช่นเดียวกัน เช็กลิสต์รายการที่ ตรอ. ตรวจสอบ… Continue reading ใบตรวจสภาพรถคืออะไร ตรวจที่ไหนกี่ปีต้องตรวจ สรุปขั้นตอนต่อภาษี
เมื่อต้องแจ้งเปลี่ยนสีรถ ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายในกี่วัน ใช้เอกสารอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร และมีโทษปรับเท่าไหร่หากไม่ดำเนินการตามกำหนด