สำหรับผู้ใช้รถยนต์ทุกคน แบตเตอรี่คือหัวใจหลักที่คอยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ไดสตาร์ทและระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวรถ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยเมื่อต้องตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ว่าแท้จริงแล้ว “แบตเตอรี่รถยนต์กี่โวลต์” ค่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไฟเต็ม และค่าเท่าไหร่ที่แปลว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพจนเสี่ยงสตาร์ทไม่ติด การเข้าใจตัวเลขแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ในสภาวะต่างๆ จะช่วยให้คุณประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำและป้องกันปัญหารถดับไม่คาดฝัน บทความนี้ได้รวบรวมเกณฑ์ค่ามาตรฐานทั้งหมดมาให้คุณตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย
โดยมาตรฐานสากล รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง รถกระบะ หรือรถ SUV จะใช้ระบบแรงดันไฟฟ้าขนาด “12 โวลต์” (12V) ซึ่งภายในแบตเตอรี่จะประกอบด้วยเซลล์ตะกั่ว-กรดจำนวน 6 เซลล์ต่ออนุกรมกัน (แต่ละเซลล์มีแรงดันประมาณ 2.1 โวลต์) ในขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถบัสจะใช้ระบบไฟฟ้าขนาด 24 โวลต์ (24V) โดยการนำแบตเตอรี่ 12V จำนวน 2 ลูกมาต่ออนุกรมกัน
แม้จะเรียกว่าแบตเตอรี่ 12V แต่ในความเป็นจริง แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้จะไม่เท่ากับ 12.0V พอดี โดยจะแปรผันตามสภาวะการทำงานดังนี้
เมื่อดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ข้ามคืนหรืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ค่าแรงดันที่เหมาะสมควรเป็นดังนี้:
ในจังหวะที่บิดกุญแจหรือกดปุ่ม Push Start ไดสตาร์ทจะดึงกระแสไฟอย่างมหาศาล ทำให้แรงดันไฟฟ้าตกลงชั่วขณะ โดยค่าโวลต์ไม่ควรตกลงต่ำกว่า 9.6V – 10.0V หากตกลงไปต่ำกว่า 9.0V แสดงว่าแบตเตอรี่ไม่มีกำลังจ่ายไฟ (ค่า CCA ต่ำ) จำเป็นต้องเปลี่ยนลูกใหม่
เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน ไดชาร์จ (Alternator) จะทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟเข้ามาเลี้ยงระบบและชาร์จแบตเตอรี่ แรงดันไฟฟ้าที่วัดได้ควรอยู่ที่ประมาณ “13.8V – 14.4V” หากวัดได้ต่ำกว่า 13.5V แสดงว่าไดชาร์จอาจผลิตไฟไม่พอ หรือหากสูงเกิน 14.8V แสดงว่าไดชาร์จจ่ายไฟเกิน (Overcharging) ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่บวมและระบบไฟฟ้าเสียหายได้
คุณสามารถตรวจสอบค่าแรงดันไฟฟ้าได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ “มัลติมิเตอร์” (Multimeter) โดยปรับย่านวัดไปที่กระแสตรง (DCV 20V) นำสายสีแดงแตะที่ขั้วบวก (+) และสายสีดำแตะที่ขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่ หรือสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ก็สามารถดูค่าโวลต์ผ่านเกจวัดดิจิทัลหรืออุปกรณ์ชาร์จมือถือในช่องจุดบุหรี่ที่มีหน้าจอดิจิทัลแสดงผลได้ทันที
หากวันใดที่คุณพบว่าแบตเตอรี่รถยนต์มีค่าโวลต์ต่ำเกินไปจนสตาร์ทไม่ติดกลางลานจอดรถหรือระหว่างเดินทาง การมีแผนประกันรถยนต์ ที่มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เช่น ประกันภัยออนไลน์จาก insurverse จะช่วยให้คุณอุ่นใจได้ทันที เพราะมีทีมช่างพร้อมเดินทางมาให้บริการพ่วงแบตเตอรี่ (Jump Start) ถึงที่เกิดเหตุฟรี
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เคยวางน้ำหอมปรับอากาศไว้ในรถจนกลิ่นตีกับกลิ่นอาหาร หรือล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับชื้นก็ยังไม่หายไปหรือไม่? ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในห้องโดยสารและระบบท่อแอร์ เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญใจและส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในวิธียอดนิยมของศูนย์คาร์แคร์ยุคใหม่ในการแก้ปัญหานี้คือ “การอบโอโซนรถ” สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าการอบโอโซนคืออะไร ช่วยดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม และมีความปลอดภัยเพียงใด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกคำตอบอย่างรอบด้าน การอบโอโซนรถยนต์คืออะไร ทำงานอย่างไรในห้องโดยสาร การอบโอโซนรถยนต์ (Car Ozone Treatment) คือการใช้เครื่องกำเนิดก๊าซโอโซน (Ozone Generator) แปลงก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศให้กลายเป็น “ก๊าซโอโซน” (O3) ซึ่งมีคุณสมบัติในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่รุนแรง โดยอะตอมของออกซิเจนส่วนเกินจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และเข้าสลายโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับจนแตกสลายไปอย่างหมดจด จากนั้นก๊าซโอโซนจะสลายตัวกลับคืนเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์ภายในเวลาไม่นาน 4 ประโยชน์สำคัญของการอบโอโซนรถยนต์ การทำความสะอาดด้วยโอโซนมีข้อดีเหนือกว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ โอโซนสามารถแทรกซึมเข้าไปตามเส้นใยเบาะผ้า พรมปูพื้น เพดานรถ และซอกมุมต่างๆ เพื่อทำลายโมเลกุลกลิ่นฝังแน่น เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะเป็นเพียงการเอากลิ่นหอมไปกลบกลิ่นเหม็น ฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส… Continue reading อบโอโซนรถยนต์คืออะไร ดับกลิ่นอับฆ่าเชื้อโรค ดีจริงไหมข้อควรรู้
สำหรับคนที่กำลังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางหรือประกอบอาชีพ แต่ในอดีตเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ จนกังวลว่าประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) จะทำให้หมดสิทธิ์ซื้อรถ คำถามยอดฮิตที่สร้างความกังวลใจอย่างมากก็คือ “ติดบูโรออกรถได้ไหม” และมีโอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ความจริงแล้วการติดบูโรไม่ได้แปลว่าคุณจะซื้อรถไม่ได้ตลอดไป บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเผย 5 วิธีเตรียมตัวยื่นกู้ให้ผ่านฉลุย คลายข้อสงสัย ติดบูโรออกรถได้ไหมในความเป็นจริง คำตอบที่ชัดเจนคือ “ออกรถได้” ทั้งรถยนต์ป้ายแดงและรถยนต์มือสอง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสถานะบูโรและเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน โดยทั่วไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือธนาคารพาณิชย์หลักอาจมีความเข้มงวดสูง แต่ยังมีบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ทางเลือกหลายแห่งที่มีนโยบายยืดหยุ่นและพิจารณาจากความสามารถในการผ่อนชำระในปัจจุบันเป็นหลัก เข้าใจสถานะเครดิตบูโร ติดแบบไหนมีโอกาสผ่านง่ายกว่ากัน โอกาสในการขอสินเชื่อรถยนต์ขึ้นอยู่กับสถานะในรายงานเครดิตบูโรของคุณ ดังนี้ สถานะปิดบัญชีหนี้เสียแล้ว (มีใบปิดหนี้) หากคุณเคยค้างชำระแต่ได้ทำการเคลียร์หนี้สินจนหมดสิ้นแล้ว และได้รับ “ใบปลดหนี้” หรือหนังสือยืนยันการปิดบัญชีมาแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติสินเชื่อจะมีสูงมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบและความพร้อมทางการเงินที่ดีขึ้น สถานะค้างชำระเกิน 90 วัน หรือยังไม่ได้ปิดหนี้ หากยังมีหนี้ค้างชำระอยู่และยังไม่ได้รับการสะสาง การขอสินเชื่อจะมีความยากมากขึ้น ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่อาจปฏิเสธ หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่เข้มงวด เช่น ต้องวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงมาก และต้องมีคนค้ำประกันที่มั่นคง 5 วิธีเตรียมตัวออกรถสำหรับคนติดบูโรให้ไฟแนนซ์อนุมัติ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไฟแนนซ์อนุมัติผ่านได้อย่างราบรื่น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ 1.… Continue reading ติดบูโรออกรถได้ไหม สรุปวิธีออกรถให้ผ่าน เตรียมตัวอย่างไรให้ฉลุย
หนึ่งในกลไกที่ซับซ้อนและมีความสำคัญที่สุดของระบบขับเคลื่อนรถยนต์ก็คือ “เกียร์รถ” หรือระบบส่งกำลัง (Transmission) ซึ่งทำหน้าที่แปรผันแรงบิดและความเร็วรอบจากเครื่องยนต์ส่งต่อไปยังล้อ เพื่อให้รถสามารถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล ไต่ทางชันได้อย่างมีพลัง และทำความเร็วสูงได้อย่างประหยัดน้ำมัน ในปัจจุบันมีระบบเกียร์หลากหลายรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน บทความนี้จะสรุปประเภทของเกียร์รถยนต์ วิธีการใช้งานตำแหน่งเกียร์ออโต้ สัญญาณเตือนอาการเกียร์พัง และวิธีดูแลรักษามาให้คนมีรถได้เข้าใจอย่างครบถ้วน เกียร์รถยนต์คืออะไร หัวใจในการถ่ายทอดกำลังสู่ล้อ เกียร์รถยนต์ คือชุดฟันเฟืองและระบบกลไกที่ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนอัตราทดระหว่างเครื่องยนต์กับเพลาขับเคลื่อน เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานอยู่ในย่านรอบที่เหมาะสมที่สุดในทุกระดับความเร็ว หากเปรียบเครื่องยนต์เป็นกล้ามเนื้อ เกียร์ก็คือข้อต่อที่คอยส่งผ่านแรงอย่างมีจังหวะนั่นเอง 4 ประเภทเกียร์รถยนต์ยอดนิยมในปัจจุบัน ระบบเกียร์ในยานยนต์ยุคปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ได้แก่ เกียร์ธรรมดา (Manual Transmission – MT) หรือที่เรียกกันว่า “เกียร์กระปุก” ผู้ขับขี่ต้องเหยียบแป้นคลัตช์เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ด้วยตนเอง จุดเด่นคือความทนทานสูง ค่าบำรุงรักษาต่ำ ให้อัตราเร่งที่ตอบสนองสั่งได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมัน นิยมในรถกระบะเชิงพาณิชย์และรถสปอร์ตพันธุ์แท้ เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์กคอนเวอร์เตอร์ (Torque Converter AT) เป็นเกียร์ออโต้แบบดั้งเดิมที่ใช้แรงดันน้ำมันไฮดรอลิกและชุดทอร์กคอนเวอร์เตอร์ในการส่งถ่ายกำลัง จุดเด่นคือมีความทนทานสูง รองรับแรงบิดมหาศาลได้ดี เปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล นิยมใช้ในรถกระบะ รถ PPV และรถยนต์ขนาดใหญ่ เกียร์แปรผันต่อเนื่อง (CVT – Continuously Variable Transmission)… Continue reading เกียร์รถยนต์มีกี่แบบ สรุปประเภทและวิธีใช้ พร้อมการดูแลรักษา