ทุกคนเคยสงสัยกันไหมว่า หากเราออกรถใหม่ป้ายแดงมา อายุการใช้งานรถยนต์คันนั้น จะอยู่ที่กี่ปี และโดยทั่วไปแล้ว รถยนต์ควรใช้กี่ปีถึงต้องเปลี่ยนใหม่ เดี๋ยววันนี้ insurverse มีเกร็ดความรู้ดี ๆ เรื่องนี้มาฝากทุกคนเอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากออกรถใหม่ป้ายแดง หรือคนที่กำลังมองหารถยนต์มือสองก็ตาม
รถยนต์ควรใช้อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป หากเป็นรถที่ใช้มาตั้งแต่ป้ายแดง เพราะโดยส่วนมาก รถใหม่จะไม่มีปัญหาจุกจิกอะไรใน 5 – 7 ปีแรก แต่หลังจากนั้น อาจจะต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ตามอายุการใช้งาน ซึ่งก็จะใช้ได้อีกยาว และกว่าจะเริ่มซ่อมจุกจิกจริง ๆ ก็จะเป็นช่วง 10 ปีขึ้นไปแล้ว จึงเป็นเวลาที่ควรเปลี่ยนคันใหม่ เพราะนานกว่านั้นอาจไม่คุ้มค่าซ่อมเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณเลย จะเปลี่ยนรถใหม่ทุก 5 – 7 ปี ก็ได้ ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ไม่อยากดูแลอะไรมาก
อายุการใช้งานรถยนต์จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ก็คือ การบำรุงรักษา และพฤติกรรมในการขับขี่ หากมีการเปลี่ยนถ่ายของเหลวอย่างน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำหล่อเย็น หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ตามอายุการใช้งานที่ควรจะเป็น บวกกับพฤติกรรมการขับขี่แบบนุ่มนวล ไม่เหยียบแบบคิกดาวน์ และไม่รูดลูกระนาดเป็นประจำ ก็จะช่วยให้รถเสื่อมสภาพช้าลง และมีอายุการใช้งานที่นานมากขึ้น เหมือนที่เราเห็นรถหลายคันที่ยังวิ่งได้ปกติ แม้จะมีอายุกว่า 20 – 30 ปีแล้วก็ตาม
หลายคนน่าจะยังสงสัยกันอยู่ เมื่ออายุการใช้งานรถยนต์นั้นไม่มีค่าเฉลี่ยที่แน่นอน แล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่า จะต้องเปลี่ยนคันใหม่ตอนไหน ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะเราได้รวบรวมสัญญาณเตือน ที่กำลังบอกเราว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนรถได้แล้ว มาฝากกัน
อาการซ่อมจุกจิก น่าจะเป็นสัญญาณเตือนแรก ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าควรเปลี่ยนคันใหม่ เพราะมันเป็นอะไรที่สร้างความน่ารำคาญในการใช้รถอย่างมาก จนบางครั้งอาจทำให้เจ้าของรถอย่างเรา ๆ เสียการเสียงาน ในการนำรถไปซ่อมอยู่เรื่อย ๆ แทนที่จะได้ไปทำอย่างอื่น
นอกจากความเสื่อมสภาพในการใช้งานแล้ว เทคโนโลยีความปลอดภัย ก็เป็นอีกสัญญาณเตือนหนึ่ง ที่บ่งบอกว่าเราควรเตรียมตัวมองรถคันใหม่ได้แล้ว เพราะรถรุ่นที่เก่ามาก มักจะไม่มีเทคโนโลยีอย่าง Lane Keeping System ที่ช่วยเตือนให้รถอยู่ในเลน Blind Spot Warning ที่จะเตือนมุมอับสายตาในกระจกข้าง หรือแม้แต่กล้องมองหลัง ในการถอย ที่จำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
นอกจากรถที่เก่า หรือล้าหลังในด้านเทคโนโลยี ที่เป็นสัญญาณเตือนในการเปลี่ยนรถ ขนาดของตัวรถที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิจารณาเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น เราอาจจะเลือกซื้อรถเพื่อใช้งานคนเดียว หรือเต็มที่ก็โดยสารกันเพียง 2 คนเป็นหลัก แต่หากมีการสร้างครอบครัว ที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่โดยสารมากขึ้น รวมถึงพื้นที่ในการเก็บสัมภาระ นี่ก็อาจเป็นเวลาที่ต้องตัดสินใจเปลี่ยนคันใหม่แล้วเช่นกัน
ในบางครั้ง การตัดสินใจจะเปลี่ยนรถ หรือใช้คันเดิมต่อ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของสถาพรถเพียงเท่านั้น แต่ความผูกพัน น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่สำหรับคนรักรถ ที่ต่อให้รถจะเก่าแค่ไหน ก็ยังทนใช้ต่อไป แม้จะต้องเสียค่าซ่อมเท่าไหร่ก็ตาม ซึ่งเราเข้าใจในจุดเป็นอย่างมาก จึงมี 5 วิธีดูแลรถยนต์ให้อยู่กับเราได้นาน ๆ มาแนะนำกัน
เราทุกคนน่าจะรู้กันดีว่า ถนนหนทางในเมืองไทยนั้นขรุขระแค่ไหน โดยเฉพาะเส้นที่มีรถบรรทุกวิ่งเป็นประจำ การขับขี่อย่างนุ่มนวล และไม่ใช้ความเร็วที่สูงเกินไป ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการถนอมช่วงล่างของรถ และทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นได้
เพราะการเข้าเช็กระยะตามกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนถ่ายของเหลว หรือชิ้นส่วนอะไหล่อื่น ๆ ล้วนเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถให้เพิ่มขึ้นทั้งนั้น ซึ่งหากดูแลดี ดูแลถึง ต่อให้รถอายุเกิน 10 ปีไปแล้ว ก็ยังมีสมรรถนะในการขับขี่ดีเทียบเท่ารถใหม่ได้เหมือนกัน
การจอดรถตากแดดบ่อย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถเสื่อมสภาพไว ซึ่งไม่เพียงแต่สีตัวถังเท่านั้นที่โดนทำลาย แต่สายไฟภายในห้องเครื่อง หรือชิ้นส่วนอื่น ๆ ในตัวรถ ก็จะเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติด้วยเช่นกัน จึงควรจอดในร่มจะเป็นการดีที่สุด
ผู้ใช้รถหลายคนอาจจะรู้สึกตลก เมื่อเราพูดว่าต้องล้างรถเป็นประจำ แต่เชื่อหรือไม่ว่า การล้างรถเป็นประจำ ก็มีส่วนช่วยในการถนอมสีรถให้ดูเงางาม และอยู่กับเราไปได้นาน ๆ ได้เหมือนกัน
ในฐานะผู้ใช้รถ เราทุกคนย่อมรู้กันดีว่า ไม่เพียงแต่สมรรถนะในการขับขี่เท่านั้นที่สำคัญ แต่ความสวยงามของรถ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราอยากใช้รถคันนี้ไปนาน ๆ เมื่อเทียบกับรถที่ดูสีซีด การเคลือบสีบ้างเป็นครั้งคราว 1 – 2 เดือนครั้ง ก็เป็นอีกหนึ่งการดูแลรถที่ดี
และทั้งหมดนี้ ก็คือเกร็ดความรู้ดี ๆ ที่เรานึกมาฝาก ซึ่งผู้ใช้รถหลายคนอาจไม่รู้เลยว่า รถยนต์มีอายุการใช้งานกี่ปี และรถยนต์ควรใช้กี่ปี ถึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนคันใหม่ พร้อมกับวิธีดูแลรถยนต์แบบง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ ซึ่งจะช่วยให้รถอยู่กับเราได้นานขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนคันใหม่ หากไม่ได้มีงบเหลือเฟือขนาดนั้น ส่วนใครที่กำลังมองหาประกันภัยรถยนต์ที่ตอบโจทย์ ปรับแต่งกรมธรรม์ได้อย่างอิสระ ต้องที่ insurverse เท่านั้น เพราะเราเป็นประกันออนไลน์เจ้าแรกในไทย ภายใต้เครือทิพยกรุ๊ปโฮลดิ้ง (TIPH) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนใช้รถรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
เปิดมาตรการปรับดอกเบี้ยรถใหม่ 2567 ทุกธนาคาร จากการกำกับใช้โดยภาครัฐ มีอะไรบ้างที่ปรับลด และต่างจากอัตราดอกเบี้ยคงที่อย่างไร มาหาคำตอบกัน
เมื่อคุณตัดสินใจทำประกันภัยรถยนต์ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะได้รับกลับมาเป็นหลักฐานยืนยันความคุ้มครองก็คือ “กรมธรรม์รถยนต์” ซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกับกระดาษหน้าตารางที่มีข้อความและตัวเลขระบุไว้อย่างหนาแน่นจนไม่แน่ใจว่าจะต้องอ่านตรงไหน หรือมีข้อมูลสำคัญอะไรที่ต้องตรวจเช็กบ้าง ความจริงแล้ว กรมธรรม์รถยนต์คือเอกสารทางกฎหมายที่มีผลผูกพันระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกัน การทำความเข้าใจวิธีอ่านหน้าตารางกรมธรรม์จะช่วยให้คุณรักษาสิทธิประโยชน์ได้อย่างครบถ้วนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ บทความนี้จะสรุปทุกจุดสำคัญที่คุณต้องรู้ให้เข้าใจง่ายในที่เดียว ทำความเข้าใจกรมธรรม์รถยนต์ สัญญาคุ้มครองความปลอดภัยของคนมีรถ กรมธรรม์รถยนต์ คือเอกสารสัญญาประกันภัยที่ระบุข้อตกลง สิทธิประโยชน์ เงื่อนไข และขอบเขตความคุ้มครองที่บริษัทประกันจะมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ กรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ หรือพ.ร.บ. รถยนต์ ที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องมี และกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจ หรือประกันรถยนต์ (เช่น ชั้น 1, 2+, 3+, 3) ที่ผู้ขับขี่เลือกซื้อเพิ่มเติมเพื่อความอุ่นใจ 5 จุดสำคัญบนหน้าตารางกรมธรรม์รถยนต์ที่ต้องตรวจเช็กให้ถูกต้อง เมื่อได้รับกรมธรรม์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉบับกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ให้ตรวจสอบ 5 จุดสำคัญต่อไปนี้ทันที ข้อมูลผู้เอาประกันภัยและรายละเอียดตัวรถยนต์ ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน ทะเบียนรถยนต์ ยี่ห้อ รุ่น ปีที่ผลิต รวมถึงหมายเลขตัวถัง (VIN) ว่าตรงกับเล่มทะเบียนรถจริงหรือไม่ หากมีจุดใดสะกดผิดต้องรีบแจ้งบริษัทประกันแก้ไขทันที… Continue reading กรมธรรม์รถยนต์คืออะไร สรุปวิธีอ่าน เช็กง่ายได้ด้วยตัวเอง
ประกันรถยนต์ 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง ให้ความคุ้มครองมากกว่าที่คิด ครอบคลุมทั้งรถเราและคู่กรณี ในราคาเบา ๆ เหมาะสำหรับคนใช้รถทุกวันที่อยากอุ่นใจแต่ไม่อยากจ่ายแพง