น้ำมันเกียร์ คือสารหล่อลื่นที่ทำหน้าที่ลดแรงเสียดทานและระบายความร้อนในระบบส่งกำลังของรถยนต์ ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุกๆ 20,000 – 40,000 กิโลเมตร หรือทุก 2 ปี เพื่อป้องกันปัญหาเกียร์กระตุก โดยต้องเลือกใช้ให้ตรงกับประเภทของเกียร์ ได้แก่ น้ำมันเกียร์ธรรมดา, น้ำมันเกียร์ออโต้ (ATF) และ น้ำมันเกียร์ CVT
เมื่อพูดถึงการดูแลรักษารถยนต์ หลายคนมักนึกถึงแต่น้ำมันเครื่อง จนลืมไปว่า น้ำมันเกียร์ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน น้ำมันเกียร์ทำหน้าที่เป็น “สารหล่อลื่น” หลักใน ระบบส่งกำลัง ช่วยลดการเสียดสีของฟันเฟืองโลหะขณะที่รถทำการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ยังช่วยระบายความร้อน ชะล้างเศษโลหะ และป้องกันสนิมภายในห้องเกียร์ หากปล่อยให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพแห้งขอด อาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงที่ต้องเสียค่าซ่อมหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทได้
การเลือกใช้น้ำมันเกียร์ต้องเลือกให้ตรงกับระบบเกียร์ของรถยนต์เสมอ เนื่องจากคุณสมบัติและความหนืดน้ำมันเกียร์ของแต่ละประเภทถูกออกแบบมาให้ทำงานต่างกัน
น้ำมันเกียร์ธรรมดา จะเน้นที่ความสามารถในการทนแรงกดทับสูง (Extreme Pressure) เนื่องจากเฟืองเกียร์ธรรมดาจะมีการขบกันอย่างรุนแรง
สำหรับรถยนต์เกียร์ออโต้แบบฟันเฟือง (Torque Converter) จะต้องใช้ น้ำมันเกียร์ออโต้ ที่เป็นมาตรฐาน ATF ซึ่งทำหน้าที่ทั้งหล่อลื่นและเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดแรงดันไฮดรอลิก
รถยนต์รุ่นใหม่ๆ นิยมใช้เกียร์ CVT ซึ่งจะต้องใช้ น้ำมันเกียร์ cvt โดยเฉพาะเท่านั้น ห้ามนำน้ำมันเกียร์ ATF มาเติมเด็ดขาด เพราะจะทำให้สายพานโลหะภายในลื่นไถลและเกียร์พังในที่สุด
หากคุณพบอาการเหล่านี้ ควรรีบนำรถไปเช็กและเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทันที:
ราคาน้ำมันเกียร์ ในตลาดมีหลากหลายขึ้นอยู่กับแบรนด์และคุณภาพ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการอ่านสเปกให้ตรงกับคู่มือรถ โดยมี 2 สิ่งที่ต้องสังเกตคือ
ค่า API (American Petroleum Institute) ใช้บอกระดับความสามารถในการทนแรงกด
เช่น 75W-90 หรือ 80W-90 ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงความข้นใสของน้ำมัน ควรเลือกเบอร์ความหนืดให้ตรงกับที่คู่มือรถกำหนดเพื่อให้เกียร์ทำงานได้ลื่นไหลที่สุด
โดยทั่วไป ระยะเวลาเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเกียร์จะอยู่ที่ทุกๆ 20,000 – 40,000 กิโลเมตร หรือทุก 2 ปี อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถที่ใช้งานหนัก ขับในเมืองที่รถติดบ่อยๆ (Stop and Go) ควรเปลี่ยนให้เร็วขึ้นเพื่อยืดอายุการใช้งานของเกียร์
ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะความหนืดและสารเติมแต่ง (Additive) แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเติมผิดประเภทจะทำให้ระบบเกียร์พัง คลัตช์ลื่น และระบบเซนเซอร์ในเกียร์ออโต้เสียหาย
การ ฟลัชชิ่งเกียร์ คือการใช้เครื่องมือดันน้ำมันเกียร์เก่าและสิ่งสกปรกออกจากระบบแบบ 100% (ต่างจากการขันนอตถ่ายปกติที่น้ำมันเก่าจะออกแค่ 30-40%) แนะนำให้ทำทุกๆ 70,000 – 100,000 กิโลเมตร เพื่อชะล้างเศษผงโลหะที่ตกค้าง ช่วยให้เกียร์กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
การดูแลรักษาระบบเกียร์และหมั่นตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์อยู่เสมอ จะช่วยให้รถของคุณขับขี่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย นอกจากการดูแลสภาพเครื่องยนต์แล้ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้รถใช้ถนน อย่าลืมต่ออายุ พ.ร.บ. รถยนต์ ให้เป็นปัจจุบันเพื่อความคุ้มครองพื้นฐานตามกฎหมาย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ารถไฮบริดทั่วไป สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ในระยะทางที่กำหนด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็จะสลับไปใช้น้ำมันผ่านเครื่องยนต์สันดาปโดยอัตโนมัติ ทำให้หมดกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างทาง รถยนต์ PHEV ย่อมาจากอะไร? รถ PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “รถปลั๊กอินไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% (EV) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มความประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด หลักการทำงานของรถ PHEV เป็นอย่างไร? หลายคนที่กำลังสงสัยว่า รถ PHEV คือ รถที่ทำงานแบบไหน? อธิบายง่ายๆ คือ รถประเภทนี้จะมีทั้ง “ถังน้ำมัน” และ “ช่องเสียบชาร์จไฟ” โดยมีโหมดการขับเคลื่อนหลักๆ 2 รูปแบบ ดังนี้: การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV… Continue reading รถ PHEV คืออะไร? สรุปข้อมูลรถปลั๊กอินไฮบริดที่คนอยากมีรถต้องรู้
เมื่อพูดถึงการซื้อรถมือสอง การทำประกันภัย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้าศูนย์บริการ คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “เลขตัวถัง” หรือ VIN Code หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสยาวๆ เหล่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเราจะ เช็คเลขตัวถัง ได้จากตรงไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบแบบเจาะลึก ครบจบในที่เดียว เลขตัวถัง (VIN Code) สำคัญอย่างไร? เลขตัวถัง (Vehicle Identification Number หรือ VIN) หรือที่หลายคนเรียกว่า แชสซี (Chassis Number) คือ รหัสประจำตัวรถยนต์ที่มีจำนวน 17 หลัก ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือน “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” ของรถคันนั้นๆ ซึ่งรถยนต์ทุกคันบนโลกจะมีรหัสนี้ไม่ซ้ำกันเลย ความสำคัญของเลขตัวถังมีดังนี้: วิธีอ่านเลขตัวถังรถยนต์ 17 หลัก บอกอะไรเราบ้าง? ตัวเลขและตัวอักษรทั้ง 17 หลักนั้นไม่ได้ถูกสุ่มขึ้นมา แต่แฝงความหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ หลักที่ 1-3:… Continue reading เลขตัวถังรถยนต์ (VIN) คืออะไร? วิธีเช็คและตำแหน่งดูเลขตัวถัง
m flow จ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายๆ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก ระบบจะตัดเงินอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือบัญชี M-Pass/Easy Pass และ 2. สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ mflowthai.com พิมพ์เลขทะเบียนรถ แล้วสร้าง QR Code เพื่อสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ได้ทันที โดยต้องชำระภายใน 7 วันหลังขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับสูงสุด 10 เท่า การขับขี่บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วสูง นอกจากจะต้องศึกษาวิธีการใช้งาน M-Flow เพื่อความคล่องตัวแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจเช็กสภาพรถ และต่อพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อย รวมถึงควรมีประกันภัยรถยนต์ ติดรถไว้ เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน M-Flow คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับผ่านเลนขวา M-Flow (เอ็มโฟลว์) คือ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (Free Flow) ของกรมทางหลวง ช่วยระบายรถบนหน้าด่านให้ลื่นไหล โดยใช้กล้อง… Continue reading m flow จ่ายเงิน อย่างไร? รวมวิธีชำระค่าผ่านทางอัปเดตล่าสุด