สำหรับผู้ใช้รถที่กำลังสงสัยว่า ตรวจสภาพรถใช้อะไรบ้าง และต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนนำรถไปตรวจที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) เพื่อนำไปต่อภาษีประจำปี คำตอบแบบสรุปสั้นๆ คือ คุณต้องเตรียมสิ่งสำคัญเพียง 2 อย่าง ดังนี้:
เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถนำรถเข้าตรวจสภาพได้ทันที! แต่สำหรับใครที่อยากทราบรายละเอียดเจาะลึกว่ารถอายุเท่าไหร่ต้องตรวจ ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ มาดูข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบกกันเลยครับ
การเตรียมเอกสารสำหรับการตรวจสภาพรถนั้นง่ายกว่าที่คิด โดยเอกสารหลักที่ทาง สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ต้องการ มีเพียง สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ เท่านั้น ซึ่งหากคุณไม่มีเล่มจริง (ติดไฟแนนซ์อยู่) ก็สามารถใช้ สำเนาทะเบียนรถ แทนได้อย่างไม่มีปัญหา
เมื่อรถของคุณผ่านการตรวจสภาพเรียบร้อยแล้ว ทาง ตรอ. จะออกใบรับรองการตรวจสภาพรถให้ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการต่อภาษีรถยนต์ประจำปีต่อไป และที่สำคัญ กฎหมายบังคับว่าก่อนต่อภาษี คุณจะต้องต่อความคุ้มครอง พ.ร.บ. รถยนต์ เสียก่อน เพื่อให้รถของคุณได้รับความคุ้มครองขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ เพื่อความอุ่นใจสูงสุดบนท้องถนน การมีเพียง พ.ร.บ. อาจไม่พอ ขอแนะนำให้เลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจติดรถไว้ด้วย เพื่อช่วยดูแลค่าซ่อมแซมและคุ้มครองความเสียหายทั้งต่อตัวรถของคุณและคู่กรณีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ไม่ใช่รถทุกคันที่ต้องนำไปตรวจสภาพก่อนต่อภาษี แต่กฎหมายได้กำหนดเกณฑ์อายุการใช้งานของรถแต่ละประเภทเอาไว้ ดังนี้ครับ
สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง), รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รถตู้) และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพเมื่อมี อายุการใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก)
สำหรับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จะต้องนำรถเข้าตรวจสภาพเมื่อมี อายุการใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป
หลายคนอาจกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ความจริงแล้วอัตราค่าบริการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ทั่วประเทศนั้น ถูกกำหนดไว้เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยกรมการขนส่งทางบก ดังตารางด้านล่างนี้:
หากนำรถไปตรวจแล้วพบว่าอุปกรณ์บางอย่างชำรุดหรือไม่ผ่านมาตรฐาน ทาง ตรอ. จะแจ้งข้อบกพร่องให้ทราบ สิ่งที่คุณต้องทำคือ:
สรุปแล้ว การไป ตรวจสภาพรถใช้อะไรบ้าง นั้น ใช้เพียงแค่ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (หรือสำเนา) และตัวรถที่ต้องการตรวจเท่านั้น แนะนำให้คุณหมั่นตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้นด้วยตัวเองเป็นประจำ ทั้งระบบเบรก ไฟส่องสว่าง และสภาพยาง เพื่อให้การนำรถไปตรวจสภาพผ่านฉลุยในรอบเดียว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) คือ รถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากภายนอกได้ ทำให้มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ารถไฮบริดทั่วไป สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ในระยะทางที่กำหนด และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็จะสลับไปใช้น้ำมันผ่านเครื่องยนต์สันดาปโดยอัตโนมัติ ทำให้หมดกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จระหว่างทาง รถยนต์ PHEV ย่อมาจากอะไร? รถ PHEV ย่อมาจาก Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า “รถปลั๊กอินไฮบริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม และรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% (EV) โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มความประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุด หลักการทำงานของรถ PHEV เป็นอย่างไร? หลายคนที่กำลังสงสัยว่า รถ PHEV คือ รถที่ทำงานแบบไหน? อธิบายง่ายๆ คือ รถประเภทนี้จะมีทั้ง “ถังน้ำมัน” และ “ช่องเสียบชาร์จไฟ” โดยมีโหมดการขับเคลื่อนหลักๆ 2 รูปแบบ ดังนี้: การขับเคลื่อนด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน (EV… Continue reading รถ PHEV คืออะไร? สรุปข้อมูลรถปลั๊กอินไฮบริดที่คนอยากมีรถต้องรู้
เมื่อพูดถึงการซื้อรถมือสอง การทำประกันภัย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้าศูนย์บริการ คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยๆ คือคำว่า “เลขตัวถัง” หรือ VIN Code หลายคนอาจสงสัยว่ารหัสยาวๆ เหล่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเราจะ เช็คเลขตัวถัง ได้จากตรงไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบแบบเจาะลึก ครบจบในที่เดียว เลขตัวถัง (VIN Code) สำคัญอย่างไร? เลขตัวถัง (Vehicle Identification Number หรือ VIN) หรือที่หลายคนเรียกว่า แชสซี (Chassis Number) คือ รหัสประจำตัวรถยนต์ที่มีจำนวน 17 หลัก ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือน “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” ของรถคันนั้นๆ ซึ่งรถยนต์ทุกคันบนโลกจะมีรหัสนี้ไม่ซ้ำกันเลย ความสำคัญของเลขตัวถังมีดังนี้: วิธีอ่านเลขตัวถังรถยนต์ 17 หลัก บอกอะไรเราบ้าง? ตัวเลขและตัวอักษรทั้ง 17 หลักนั้นไม่ได้ถูกสุ่มขึ้นมา แต่แฝงความหมายที่เป็นมาตรฐานสากลไว้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ หลักที่ 1-3:… Continue reading เลขตัวถังรถยนต์ (VIN) คืออะไร? วิธีเช็คและตำแหน่งดูเลขตัวถัง
m flow จ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายๆ 2 รูปแบบหลัก คือ 1. สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก ระบบจะตัดเงินอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต/เดบิต หรือบัญชี M-Pass/Easy Pass และ 2. สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ mflowthai.com พิมพ์เลขทะเบียนรถ แล้วสร้าง QR Code เพื่อสแกนจ่ายผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ได้ทันที โดยต้องชำระภายใน 7 วันหลังขับผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับสูงสุด 10 เท่า การขับขี่บนทางด่วนหรือมอเตอร์เวย์ด้วยความเร็วสูง นอกจากจะต้องศึกษาวิธีการใช้งาน M-Flow เพื่อความคล่องตัวแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการตรวจเช็กสภาพรถ และต่อพ.ร.บ. รถยนต์ ให้เรียบร้อย รวมถึงควรมีประกันภัยรถยนต์ ติดรถไว้ เพื่อความอุ่นใจคุ้มครองทุกอุบัติเหตุบนท้องถนน M-Flow คืออะไร? สิ่งที่ควรรู้ก่อนขับผ่านเลนขวา M-Flow (เอ็มโฟลว์) คือ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (Free Flow) ของกรมทางหลวง ช่วยระบายรถบนหน้าด่านให้ลื่นไหล โดยใช้กล้อง… Continue reading m flow จ่ายเงิน อย่างไร? รวมวิธีชำระค่าผ่านทางอัปเดตล่าสุด