สุขภาพช่องปากและฟันเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แต่หลายคนมักกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าคลินิกทำฟัน สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมาตรา 33 และมาตรา 39 คุณมีสิทธิการรักษาด้าน ประกันสังคมทันตกรรม ที่รัฐจัดสรรให้เป็นประจำทุกปี โดยสามารถเข้ารับการรักษาดูแลช่องปากพื้นฐานได้ในวงเงิน 900 บาทต่อปี และในปัจจุบันสามารถใช้บริการได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า
สิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมของผู้ประกันตนแบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่หลัก ได้แก่
ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิค่าบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม อัตราเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปีปฏิทิน ครอบคลุม 4 หัตถการพื้นฐาน
กรณีที่จำเป็นต้องใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ ประกันสังคมมีวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม:
ผู้ประกันตนจะสามารถใช้สิทธินี้ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข:
ในปัจจุบัน การใช้สิทธิทำฟันสะดวกรวดเร็วขึ้นมาก:
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกันตนหลายท่านมักเข้าใจผิดคือ “สิทธิทันตกรรมไม่สามารถสะสมข้ามปีได้” หากท่านไม่ได้ใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธันวาคมของปีนั้นๆ สิทธิวงเงิน 900 บาทจะถูกตัดรอบและเริ่มต้นนับรอบใหม่ในวันที่ 1 มกราคมของปีถัดไปทันที ดังนั้น จึงควรวางแผนตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนเป็นประจำทุกปี
แม้ว่าวงเงิน 900 บาทของประกันสังคมจะช่วยดูแลการรักษาฟันพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี แต่หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุหกล้ม ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุเฉี่ยวชนทางถนนจนทำให้ฟันหัก ฟันหลุด หรือกระดูกขากรรไกรเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดศัลยกรรมช่องปากและการบูรณะฟันอาจพุ่งสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินสิทธิทันตกรรมประจำปีอย่างมาก การมีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุรวมถึงการรักษาฟันฉุกเฉิน จึงเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างทางการเงินได้อย่างไร้รอยต่อ ให้คุณยิ้มได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย
การเตรียมตัวเป็นคุณแม่ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เต็มไปด้วยความสุขและความพร้อมด้านการวางแผนค่าใช้จ่าย สำหรับคุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 กองทุนประกันสังคมได้มอบสิทธิประโยชน์ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอน ฝากครรภ์ประกันสังคม ตลอดจนถึงการคลอดบุตร เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีของทั้งแม่และทารกในครรภ์ มาดูกันว่าสิทธิประโยชน์นี้มีรายละเอียดและขั้นตอนการเบิกจ่ายอย่างไรบ้าง สิทธิฝากครรภ์ ประกันสังคม เบิกได้เท่าไหร่ ตามเกณฑ์อายุครรภ์ สำนักงานประกันสังคมกำหนดสิทธิประโยชน์ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ตามเกณฑ์อายุครรภ์ในอัตราเหมาจ่าย รวมสูงสุด 1,500 บาท โดยแบ่งจ่ายตามรอบการตรวจสุขภาพครรภ์ของแพทย์ ดังนี้ ตารางวงเงินค่าตรวจและรับฝากครรภ์ 5 ช่วงสัปดาห์ (รวม 1,500 บาท) ช่วงอายุครรภ์ วงเงินเบิกจ่ายสูงสุด อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ไม่เกิน 500 บาท อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ไม่เกิน 300 บาท อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 26 สัปดาห์ ไม่เกิน 300 บาท อายุครรภ์มากกว่า 26 สัปดาห์… Continue reading ฝากครรภ์ ประกันสังคม เช็กยอดเบิกจ่าย รับสิทธิคลอดบุตร
สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นเปิดบริษัทหรือมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เรื่องสำคัญอันดับแรกที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายคือระบบ ประกันสังคม นายจ้าง ซึ่งถือเป็นพันธสัญญาทางกฎหมายที่กำหนดให้นายจ้างต้องดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง เพื่อสร้างความมั่นคงและหลักประกันในการทำงาน หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับหน้าที่ ขั้นตอนขึ้นทะเบียน และการยื่นเงินสมทบ เพื่อให้นายจ้างดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและราบรื่น หน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างต่อระบบประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างทำงานในสถานประกอบการตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีพันธกรณีหลัก 3 ประการที่ต้องปฏิบัติต่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดังต่อไปนี้: 1. การขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างใหม่ (แบบ สปส. 1-01 และ สปส. 1-03) เมื่อมีลูกจ้างในสถานประกอบการ นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ (สปส. 1-01) ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่มีลูกจ้าง และต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) สำหรับลูกจ้างใหม่ทุกคนภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มรับเข้าทำงานเช่นเดียวกัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิคุ้มครองตามมาตรา 33 2. การหักและนำส่งเงินสมทบประจำเดือน (แบบ สปส. 1-10) นายจ้างมีหน้าที่คำนวณและหักเงินสมทบจากค่าจ้างของลูกจ้าง พร้อมทั้งสมทบเงินในส่วนของนายจ้างในอัตราส่วนที่เท่ากัน… Continue reading ประกันสังคม นายจ้าง คู่มือขึ้นทะเบียน และจ่ายสมทบถูกต้อง
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีลูกจ้างขอลาออก เลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญตามระเบียบที่ฝ่ายบุคคลและนายจ้างต้องดำเนินการคือการ แจ้งออกประกันสังคม เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้เป็นปัจจุบัน การดำเนินการที่ถูกต้องตามกรอบเวลาไม่เพียงแต่ช่วยให้นายจ้างหลีกเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายและบทลงโทษ แต่ยังช่วยให้ลูกจ้างสามารถไปดำเนินการขอรับสิทธิประโยชน์ว่างงานได้อย่างรวดเร็ว ทำไมต้องแจ้งออกประกันสังคม? หน้าที่สำคัญของนายจ้าง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่แจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนของลูกจ้าง เพื่อแจ้งให้สำนักงานประกันสังคมทราบว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างจากสถานประกอบการนี้แล้ว หากนายจ้างละเลยไม่แจ้งออก ข้อมูลในระบบจะยังคงปรากฏว่าลูกจ้างยังทำงานอยู่ ส่งผลให้นายจ้างยังคงมีภาระผูกพันในการต้องนำส่งเงินสมทบของลูกจ้างคนนั้นต่อไปในแต่ละเดือน แจ้งออกประกันสังคม ต้องแจ้งภายในกี่วัน มีขั้นตอนอย่างไร? กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นับจากเดือนที่ลูกจ้างสิ้นสุดสภาพการทำงาน โดยสามารถดำเนินการได้ 2 ช่องทางหลัก ขั้นตอนยื่นแจ้งออกผ่านระบบ e-Service สำหรับฝ่ายบุคคล เอกสารที่ต้องใช้กรณีแจ้ง ณ สำนักงานประกันสังคม หากไม่สะดวกยื่นออนไลน์ นายจ้างสามารถเดินทางไปยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด โดยเตรียมแบบ สปส. 1-03/1 กรอกข้อมูลครบถ้วน พร้อมแนบสำเนาหนังสือแจ้งการลาออกหรือเอกสารเลิกจ้าง (ถ้ามี) หากนายจ้างไม่แจ้งลูกจ้างออกจากประกันสังคม มีผลเสียอย่างไร? การละเลยไม่แจ้งออกภายในกำหนดเวลามีผลเสียตามกฎหมาย ดังนี้: ข้อควรรู้สำหรับลูกจ้าง: สิทธิประโยชน์คุ้มครองต่ออีก 6 เดือน… Continue reading แจ้งออกประกันสังคม ขั้นตอนยื่น สปส. ทำตามได้ไม่ยุ่งยาก