vertical_align_top
keyboard_arrow_leftย้อนกลับ
tips-for-passing-your-first-driver-license-test

เคล็ดลับสอบใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรกให้ผ่านฉลุย!

schedule
share

       ก่อนจะไปรู้เคล็ดลับการสอบใบขับขี่ รู้กันหรือเปล่าว่าใครที่สามารถอยู่ในเกณฑ์ที่สอบใบขับขี่ได้บ้าง? การที่จะสอบใบขับขี่ไม่ใช่เพียงแค่อายุ 18 ปีบริบูรณ์เท่านั้น แต่ยังต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีกด้วย มีอะไรบ้าง ไปดูกัน

8 คุณสมบัติเบื้องต้นของคนที่สามารถทำใบขับขี่ได้

1. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
2. มีความรู้ ความสามารถในการขับรถ
3. รู้กฎหมายจราจรทางบก
4. สามารถขับรถได้ ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการ 
5. ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ
6. ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน
7. ไม่เคยมีใบขับขี่ชนิดเดียวกันอยู่แล้ว
8. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่

       ส่วนวิธีการที่จะสอบใบขับขี่จะมีอยู่หลายวิธี สามารถเลือกได้ตามความสะดวก ใครสะดวกไปที่กรมขนส่งก็สามารถทำได้ หรือใครอยากทำผ่านออนไลน์ก็สามารถทำได้เช่นกัน 4 วิธีสอบใบขับขี่ มีดังนี้

1. เดินทางไปสอบด้วยตัวเอง

       การจะไปสอบและทำใบขับขี่ก็ต้องทำนัดผ่านระบบการจองคิวของกรมขนส่งทางบกก่อน ผ่านทาง DLT Smart Queue หรือที่ gecc.dlt.go.th ซึ่งจะต้องไปตามวันเวลาที่ได้ทำการจองคิวไว้ หากไม่ได้ไปตามวันเวลาดังกล่าวจะต้องทำการจองคิวใหม่ โดยมีแค่ค่าใช้จ่ายเพียง 205 บาท

2. อบรมก่อนแล้วค่อยมาทำเรื่องออกใบขับขี่ภายหลัง

       วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ช่วยทำให้การออกใบขับขี่นั้นรวดเร็วมากขึ้น เพราะจะมีจัดให้มีการอบรมพื้นฐานการขับขี่รถในภาคทฤษฎีให้ก่อน ซึ่งระยะเวลาในการอบรมจะเท่ากับการไปอบรมที่กรมขนส่งทางบก ก็คือจะต้องอบรมทั้งหมด 5 ชั่วโมง ข้อดีของการอบรมแบบนี้คือ ไม่จองคิวเพื่อขออบรมและสอบแล้ว เมื่ออบรมเสร็จจะได้รับใบแสดงผลผ่านการอบรมสามารถนำไปยื่นให้กับกรมขนส่งทางบกเพื่อทำขั้นตอนต่อไป ไม่ว่าจะตรวจสอบสมรรถภาพ การสอบข้อเขียน และการสอบภาคปฏิบัติได้ในทันที แต่การจัดอบรมก่อนออกใบขับขี่นี้จะมีไม่บ่อย  นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมสำหรับการออกใบขับขี่ เป็นค่าอบรมนอกเวลา ประมาณ 200 – 300 บาท แล้วแต่ผู้จัดงานจะกำหนด

3. อบรมใบขับขี่ออนไลน์

       การอบรมใบขับขี่ออนไลน์แม้จะสะดวกและง่าย แต่กรมขนส่งทางบกอนุญาตเฉพาะกรณีต่อใบขับขี่เท่านั้น หากเป็นการสอบใบขับขี่เป็นครั้งแรกต้องไปใช้วิธีที่ 1, 2 หรือ 4 ได้ แต่ไม่สามารถอบรมผ่านระบบออนไลน์ได้ โดยจะทำผ่านทาง DLT Smart Queue หรือที่ gecc.dlt.go.th เมื่ออบรมเสร็จแล้วจะมีออกเอกสารให้ สามารถนำเอกสารนี้ไปยื่นกับกรมขนส่งทางบกเพื่อขอรับใบขับขี่ใบใหม่ได้เลย มีค่าธรรมเนียมในการต่ออายุใบขับขี่ 500 บาทต่ออายุการใช้งาน 5 ปี

4. อบรมใบขับขี่ผ่านโรงเรียนสอนขับรถยนต์

       กรณีถ้าคุณเรียนขับรถยนต์กับโรงเรียนสอบขับรถแล้ว สามารถอบรมและสอบผ่านโรงเรียนสอนขับรถได้เลย วิธีนี้แม้จะง่ายและสะดวกที่สุด แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเช่นกัน เพราะต้องเรียนขับรถกับโรงเรียนเท่านั้นถึงจะสอบได้ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทขึ้นไปแล้วแต่โรงเรียน

เคล็ดลับสอบใบขับขี่ให้ผ่านฉลุยมมีอะไรบ้าง?

       หลังจากรู้แล้วว่าถ้าจะสอบใบขับขี่ต้องสอบที่ไหนบ้าง มาเก็บเคล็ดลับสอบใบขับขี่ภาคปฏิบัติกันว่ามีอะไรบ้าง รู้ไว้ก่อน จะได้สอบผ่านฉลุย

ท่าสอบใบขับขี่รถยนต์ภาคปฏิบัติ 2566

       สำหรับท่าสอบใบขับขี่รถยนต์ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ท่าที่ต้องฝึกให้ชำนาญ จะได้สอบผ่านได้อย่างรวดเร็ว มีทั้งหมด ดังนี้

1. ท่าเดินหน้าและถอยหลัง

       ท่านี้จะง่ายที่สุดในบรรดาท่าสอบทั้งหมด โดยท่านี้จะบังคับให้ขับรถเดินหน้า 1 ครั้ง แล้วถอยหลัง 1 ครั้งในทางตรงระยะ 12 เมตร ตามช่องที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องไม่ให้รถไปชนสิ่งกีดขวาง ถ้าใครยังไม่ชำนาญ ให้ขับรถเดินหน้าและถอยหลังตามช่องอย่างช้า ๆ และอย่าลืมเช็กระยะห่างทั้งซ้ายและขวาให้ดีด้วย

2. ท่าจอดรถเทียบทางเท้า

       ถ้าท่าเดินหน้าและถอยหลังเป็นท่าที่ง่ายที่สุด ท่าจอดรถเทียบทางเท้าก็ถือเป็นท่าสุดหิน ทำให้หลายคนสอบตกกันมาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะ ขับรถปีนฟุตบาท หรือ จอดรถไม่ขนานกับขอบทาง ถ้าจะให้สอบผ่านในท่านี้ต้องทำให้ล้อรถ 2 ล้อขนานกับขอบทางเท้าด้านซ้าย ห่างไม่เกิน 25 ซม. และต้องไม่ชนกับขอบทางด้วย

  • เริ่มต้นด้วยการบังคับรถเอียงไปด้านซ้ายเข้าหาฟุตบาท ให้ล้อหน้ารถทับเส้นสีขาวที่กำหนดไว้ ขับช้าๆ ไม่อย่างนั้นหน้ารถจะชนกับฟุตบาท
  • เมื่อล้อหน้ารถทับเส้นสีขาวแล้ว ให้หมุนพวงมาลัยกลับมาทางขวา เพื่อให้ล้อหลังของรถเข้ามาทับเส้นสีขาวที่กำหนดไว้ ค่อยๆ หมุนพวงมาลัยช้าๆ ถ้าหมุนทางขวามากไปอาจทำให้ล้อหน้าหลุดจากเส้นสีขาวได้
  • หลังจากล้อรถหน้าและล้อรถหลังทับเส้นสีขาว หรือขนานกับขอบฟุตบาทแล้ว ให้หมุนพวงมาลัยกลับให้ล้อตรง
  • สุดท้ายให้ขับรถเดินหน้าตรง โดยล้อรถจะต้องเหยียบทับเส้นขาวอยู่ แล้วให้ไปหยุดในเส้นหยุดรถไม่เกิน 1 เมตร

3. ท่าจอดรถถอยหลังเข้าซอง

       หาก 2 ท่าข้างต้นคุณผ่านการทดสอบมาแล้ว มาจนถึงท่าจอดรถถอยหลังเข้าซอง บอกเลยว่าเป็นท่าที่ต้อใช้สมาธิมาก ๆ เพราะเป็นหนึ่งในท่าปราบเซียนของคนขับรถเลย และนอกจากนี้เขายังมีกำหนดให้เปลี่ยนเกียร์ไม่เกิน 7 ครั้ง ต้องไม่เบียดชนเสาหรือขอบข้างทางเด็ดขาด และกระจกข้างต้องไม่เกินเส้นที่กำหนดด้วย

       เทคนิคที่ทำให้สอบท่าถอยรถเข้าจอดผ่าน คือให้หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้ายสุด แล้วค่อยถอยหลังช้า ๆ ระหว่างนั้นให้มองกระจกด้านขวาเพื่อสังเกตเสาให้ครบ 3 ต้น หากเห็นแล้วให้หยุดทันที จากนั้นหมุนพวงมาลัยกลับมาให้ล้อตรง  ถอยหลังเข้ามาในตำแหน่งหัวรถด้านซ้ายกับเสาต้นที่ 3 แล้วหยุด แล้วหมุนพวงมาลัยกลับไปทางขวาสุด ถอยหลังช้า ๆ ให้ตัวรถเข้าซอง ขนานกับเส้นจอด เป็นอันสิ้นเรียบร้อย

       และถ้าสอบใบขับขี่แบบเกียร์ธรรมดา จะมีท่าที่ต่างจากเกียร์อัตโนมัติ คือจะมีท่าหยุดรถและออกรถบนถนนลาดเพิ่มเข้ามาด้วย และเกียร์ธรรมดาต้องระวังไม่ให้เครื่องดับขณะสอบ  ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องกลับมาสอบใหม่อีกครั้ง

          หลังจากสอบใบขับขี่ผ่านแล้วเรียบร้อยและมีรถยนต์พร้อมขับแล้ว อย่าลืมทำ พ.ร.บ. รถ และประกันรถยนต์ด้วยนะ เพื่อความปลอดภัยของเงินในกระเป๋าคุณที่ไม่ต้องควักเนื้อตัวเองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน การมีประกันจะช่วยคุณเซฟทั้งเวลา ทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ยิ่งเมื่อซื้อ พ.ร.บ. พร้อมประกันรถที่อินชัวร์เวิร์ส บอกเลยว่าคุ้ม ซื้อง่าย ซื้อแล้วรับกรมธรรม์ทางอีเมลได้เลย เช็กราคาและซื้อออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม.ที่ insurverse.co.th

check_circleคัดลอกลิงก์เรียบร้อย

© Copyright 2023 บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)